พระวิษณุ พระนารายณ์
เทพผู้คุ้มครองโลก

ความเชื่อของชาวฮินดูปัจจุบันพระองค์ คือเทพผู้ทำหน้าที่บริหารหรือผู้คุ้มครองโลกที่สำคัญ จากคัมภีร์พราหมณ์
คัมภีร์พราหมณ์ ปุราณะ เล่าไว้ว่า พระปรเมศวร (พระศิวะ) เป็นผู้สร้างพระวิษณุเหตุมาจากทรงประสงค์จะสร้างสวรรค์และโลก ซึ่งถือว่าเป็นงานใหญ่นัก จึงได้ทรงต้องการผู้ช่วย โดยการนำหัตถ์ซ้ายมาลูบหัตถ์ขวา จึงบังเกิดเป็นเทพชื่อ พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์
พระปรเมศวร ได้สอนศิลปด้านต่างๆให้กับพระวิษณุ ในทุกด้าน และให้ประทับอยู่ ณ เกษียรสมุทร เมื่อเกิดเหตุร้ายในโลกมนุษย์ หรือสวรรค์เมื่อใด พระวิษณุก็จะมีหน้าที่ไปปราบปรามเหล่าอสูร และผู้ประสงค์ร้ายนั้นๆ โดยในบางคราวก็จะได้รับการร้องขอจากเหล่ามวลเทพเทวดาบ้าง คัมภีร์มหาภารตะ เล่าไว้ถึงพระนารายณ์แต่เดิมคือฤาษีตนหนึ่ง เป็นบุตรของฤาษีธรรมมะ ได้เดินทางจากโลกมนุษย์สู่สถานที่ของพวกพราหมณ์พร้อมเพื่อนสนิทนามว่า นร เพื่อบำเพ็ญเพียรจนได้รับการเคารพบูชาจากเทพเทวดาทั้งมวล
ต่อมาได้รับการขอร้องจากเหล่าเทวดาให้ช่วยปราบอสูรที่สร้างความเดือดร้อน ฤาษีทั้งสองจึงได้รับปากช่วยเหลือโดยได้ออกรบกับอสูรจนได้รับชัยชนะ จึงได้รับความเคารพนับถือจากเหล่าเทวดายิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน จนภายหลังฤาษีนารายณ์ได้ออกเดินทางไปบำเพ็ญตนยังหิมาลัยจนบรรลุผลเป็นพราหมณ์ (ผู้รู้แจ้งทุกสิ่งในโลก) และได้เป็นผู้นำเหล่าพราหมณ์ในเวลาต่อมา จากการยกย่องบูชาตลอดที่ผ่านมาจนเป็นที่รู้จักในนาม "พระนารายณ์"
พิธีกวนน้ำอมฤต
เรื่องเล่าขานไว้ต่างกันไปมาก อาทิว่าเกิดจากการที่พระอินทร์กับพระฤาษีนาม พระฤาษีทุรวาส เกิดขัดอกขัดใจกันด้วยเหตุว่า ในสมัยที่พระอินทร์ท่านขึ้นสู่สวรรค์ใหม่ๆ นั้นได้ทำตัวเกะกะระราน ใจคอคดโกงผู้อื่น สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ต่อมาเวลาผ่านไปพระอินทร์หมดฤทธิ์เดช (เสื่อมลง) จึงกลับใจ สร้างแต่ความดี บำเพ็ญบารมีสะสมความดีช่วยเหลือผู้อื่นในเวลาต่อมา
กล่าวถึงพระฤาษีทุรวาส มีความเกลียดชังพระอินทร์อย่างมากจากเหตุที่ถูกรังแกให้ได้รับความเดือดร้อน ถึงกับสาปให้พระอินทร์เป็นผู้แพ้ตลอดไป ไม่ว่าจะต่อสู้กับใคร เมื่อใดก็ตาม
ส่วนอีกเรื่องเล่าได้กล่าวไว้ว่า ณ ป่าหิมพานต์ พระฤาษีทุรวาสได้บำเพ็ญเพียรอยู่ได้รับถวายพวงมาลาซึ่งทำจากดอกไม้สวรรค์จากหญิงงามนางหนึ่ง เมื่อพระฤาษีนำมาสวมก็เกิดแพ้กลิ่นดอกไม้นั้นอาการคล้ายแพ้เกสรดอกไม้เกิดคลั่ง เต้นรำกลางอากาศไปเรื่อยจนได้พบกับพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณผ่านมาพอดี จึงนำพวงมาลาถวายพระอินทร์ ทรงนำพวงมาลามาวางไว้บนเศียรช้างเอราวัณ เมื่อช้างได้กลิ่นดอกไม้ก็เลยเกิดอาคารคลั่งดั่งพระฤาษีในตอนแรก จึงเอางวงจับพวงมาลามากระทืบฝ่ายพระฤาษีเห็นดังนั้นก็เกิดบันดาลโทสะ โกรธหาว่าพระอินทร์ดูหมิ่นเอาดอกไม้ให้ช้างเอราวัณกระทืบ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วพระฤาษีจึงสาปให้พระอินทร์เสื่อมฤทธิ์อำนาจลง และกล่าววาจาสาปไว้อีกว่าหากรบกับยักษ์ก็ขอให้แพ้ ไม่ว่าพระอินทร์จะกล่าวขออภัยเช่นไร อ้อนวอนอย่างไรพระฤาษีก็บอกกลับว่าพระอินทร์นั้นควรจะออกคำสั่งกับช้างเอราวัณให้เชื่อฟังได้ ไม่ควรปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้เรื่องที่สองที่กล่าวมาไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม เหล่าเทวดาทั้งหลายพากันวิตกเป็นอันมาก จึงนำเรื่องไปปรึกษากับพระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม เทพทั้ง 3 องค์ จึงตกลงกันว่าจะต้องทำพิธีกวนน้ำอมฤต เพื่อหากใครดื่มจะไม่ตาย ถึงแม้จะแพ้พ่ายก็เหมือนกับว่าไม่แพ้การประกอบพิธีกวนน้ำอมฤตจึงเริ่มขึ้น โดยจะต้องใช้เขามันทระเป็นไม้กวนทะเลเกษียรสมุทร นำพระยาวาสุกรี (พญานาค) เป็นเชือกพันรอบเขามัทระ และเหล่าเทวดา-อสูร ต่างก็รวมใจกันเข้าชักสายเชือก อสูรดึงด้านหัวพญานาค ส่วนเหล่าเทวดาดึงหางพญานาค เพื่อให้เขามันทระหมุนเรื่อยๆ ในทะเลเกษียรสมุทร ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นแรมปีในการกวนน้ำอมฤต เหตุนี้พระนารายณ์ทรงเล่งเห็นว่าหากทำไปเรื่อยๆ อาจทำให้ทะลุลงไป น้ำนั้นอาจจะทะลักท่วมโลกเป็นแน่ จึงทรงอวตารแปลงกายเป็นเต่ายักษ์ลงไปรองรับแผ่นโลกไว้ " ปางอวตารที่ 2 กูรมาวตาร"
พิธีกวนน้ำอมฤต ได้บังเกิดสิ่งวิเศษ 14 อย่าง คือ
1. น้ำอมฤต
2. หมอธันวันตรี "เทวแพทย์"
3. พระนางลักษมี เสด็จจากดอกบัว เป็นมเหสีของพระนารายณ์
4. สุรา เทพีแห่งน้ำเมานาม วารุณี วรกายงดงามยิ่งนัก
5. พระจันทร์ พระอิศวรนำมาเป็นปิ่น
6. เทพอัปสรมากมาย
7. ม้าอุจฉัยห์ศรพ ภายหลังมอบให้พระอินทร์
8. เพชรเกาสตุภ
9. ต้นปาริชาต ต้นไม้ทิพย์มีกลิ่นหอม พระอินทร์นำไปปลูกในสวนนันทนอุทยาน บนสวรรค์
10. วัวสุรภี หรือกามะเธนู (ผู้ให้ทุกอย่างตามต้องการ) เหล่าเทวดาได้มอบให้พระวิสิษฐ์มุนี
11. ช้างไอราวัต
12. สังข์
13. ธนู
14. พิษ (จากพญานาคที่พันรอบเขามันทระได้คลายพิษ เหตุจากทนต่อการกวนเกษียรสมุทรไม่ไหว)
บ้างก็ว่าฝูงพญานาคพากันดูดพิษไว้ นับจากนั้นมาพญานาค (งู) จึงมีพิษมาจนถึงทุกวันนี้

พระนารายณ์10ปาง
ปางมัตสยาวตาร
อวตารเป็นปลาใหญ่ (ปางที่ 1)
ปางมัตสายาวตาร มีเรื่องราวกล่าวไว้ต่างๆ คือ
ในยุคที่มีน้ำท่วมโลก พระนารายณ์ได้อวตารลงมาเพื่อลากเรือของกษัตริย์พระองค์หนึ่งนามว่า พระสัตยพรต โดยกษัตริย์องค์นี้ก่อนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโลกได้ช้อนลูกปลาเล็ก นาม "ศะผะริ" (พระนารายณ์อวตารลงมา) มาเลี้ยงไว้ ต่อมาปลาน้อยได้ทูลว่าน้ำจะท่วมโลกขอให้พระองค์เตรียมเรือเพื่อบรรทุก คน สัตว์ และทรัพย์หนีน้ำ พระสัตยพรตเชื่อว่าจะเกิดเหตุน้ำท่วมดังคำของปลาน้อยนี้ จึงได้สั่งต่อเรือ และจัดเตรียมสรรพสิ่งต่างๆ ก่อนที่น้ำจะท่วมโลก ก่อนถึงคราวน้ำจะท่วมโลกก็ได้เชิญฤาษีทั้ง 7 ลงเรือ และนำข้าทาสบริวาร ต้อนสัตว์ต่างๆ ทรัพย์สมบัติสิ่งของ อาหารสิ่งจำเป็นลงเรือ ปลาน้อยได้แสดงอิทธิฤทธิ์ทำให้ตัวใหญ่โตขึ้นเพื่อลากจูงเรือลำนั้นสู่กลางมหาสมุทร ไม่นานก็เกิดฝนตกจนน้ำท่วมโลก ผู้คน สัตว์ต่างล้มตายจนหมดสิ้น หลังจากน้ำลดแล้วพระสัตยพรต พร้อมบริวารทั้งหลายก็กลับคืนสู่แผ่นดิน สร้างเมือง และสิ่งจำเป็นต่างๆ ขึ้นมาใหม่อีกครั้งจนพัฒนาตามลำดับตราบถึงปัจจุบัน
(บางตำรากล่าวไว้ว่า กษัตริย์พระองค์นั้น พระนามว่า "พระมนู" ส่วนพระนารายณ์ทรงอวตารลงมาเป็นปลาใหญ่ นามว่า "พระมหามัตสะยะ")
กล่าวถึงบนสวรรค์พระพรหมในขณะเกิดน้ำท่วมโลกทรงกำลังบรรทมหลับอยู่พระคัมภีร์พระเวทย์อันศักดิ์สิทธิ์ได้หลั่งไหลออกจากพระโอษฐ์ ของพระพรหม เหล่าเทวดาจึงช่วยกันเก็บรักษาคัมภีร์ไว้เป็นอย่างดีเพื่อรอการตื่นบรรทมอีกครั้ง
สังขอสูร เมื่อรู้ว่าคัมภีร์อยู่ไกลจากพระพรหม โดยเทวดาได้รักษาไว้จึงแอบขโมยนำคัมภีร์มุ่งสู่เมืองบาดาล เพื่อหวังว่าเมื่อเรียนสำเร็จจะยิ่งใหญ่ที่สุดถึงกับเป็นผู้ครอบครองโลกเหล่าเทวดาเมื่อรู้ว่าเกิดเหตุขึ้นแล้วจึงเข้าเฝ้าพระนารายณ์เพื่อให้ทรง ช่วงติดตามนำพระคัมภีร์กลับคืน พระนารายณ์จึงได้แปลงกายอวตารลงมาเป็นปลาใหญ่ "ศะพะริ" แวกว่ายลงไปยังเมืองบาดาลโดยมิให้รู้ถึงอสูรตนนั้น โดยใช้เวลาค้นหาสังขอสูรนานพอควรจนที่สุดจึงพบ โดยสังขอสูรกำลังร่ำเรียนมนตราในคัมภีร์มหาเวทย์อย่างอดทนโดยไม่ยอ มพักผ่อนนอนหลับ ไม่ยอมกินอาหารจนร่างกายซูบผอม ดังผู้ไร้เรี่ยวแรง กำลังวังชาลดลงทันตา เมื่อพบเห็นดังนั้นพระองค์จึงตรงเข้าไปคาบนำพระคัมภีร์ออกมา จนเกิดการต่อสู้ระหว่างพระองค์ (ศะพะริ) กับสังขอสูร แต่เหตุจากการอดหลับอดนอน อดอาหารของอสูร จึงทำให้อสูรไม่มีกำลังต้านทานพระนารายณ์ได้ จนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จากนั้นปลาใหญ่ศะพะริก็กลับคืนร่างเป็นพระนารายณ์และฟันคอสังขอสูรขาด จากนั้นจึงนำคัมภีร์พระเวทย์กลับคืนสู่สวรรค์ดั่งเดิม
รูปเคารพทางศิลปะ
พระนารายณ์ปางมัตสยาวตาร ครึ่งล่างเป็นปลา - ครึ่งบนเป็นเทพชาย สวมมงกุฎ และประดับสร้อยคอมี 4 กร ถือ หอยสังข์ วงล้อ ปางประทานพร และวิตรกะ
ปางกูรมาวตาร
อวตารเป็นเต่ายักษ์ (ปางที่ 2)
พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นเต่ายักษ์ เพื่อปราบอสูรมัจฉา เรื่องกล่าวย้อนไปถึงการกวนน้ำอมฤต ในขณะที่พระนารายณ์ทรงอวตารเป็นเต่ายักษ์ เพื่อหนุนแผ่นดินมิให้ทะลุลงไปถึงโลกมนุษย์พระองค์ได้พบกับอสูรมัจฉาในขณะกำลังใช้ปากแทะแผ่นดินเพื่อเปิดทางให้น้ำอมฤตไหลทะลัก
สู่โลกมนุษย์ ด้วยอสูรมัจฉามีความคิดที่ต้องการเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวในโลก เมื่อพระนารายณ์ (เต่ายักษ์) เห็นการกระทำนั้นจึงเข้าขัดขวางทำการต่อสู้กับอสูรตนนั้น หากจะกล่าวถึงอิทธิฤทธิ์ของอสูรย่อมมีมากมายนัก ส่วนเต่ายักษ์ก็เข้าต่อสู้จนที่สุดแล้วเต่ายักษ์เป็นฝ่ายมีชัยชนะ เรื่องจึงจบลง และเต่ายักษ์จึงกลับร่างเป็นพระนารายณ์คืนสู่วิมานดั่งเดิม
ปางวราหาวตาร
อวตารเป็นหมูป่า (ปางที่ 3)
พระนารายณ์ทรงอวตารเพื่อปราบยักษ์ "หิรัณยักษา" เมื่อแรกเริ่มเดิมเก่า หิรัณยักษาตนนี้ ประกอบแต่ความดี บำเพ็ญตบะสร้างบารมีมาโดยตลอด จนกระทั่งส่งผลให้พระศิวะ (พระอิศวร) เล่งเห็นความดีงามที่ได้ปฏิบัติมานาน จึงประทานพรและให้อิทธิฤิทธิ์แก่หิรัณยักษ์ตนนี้ ต่อมาไม่นานความเก่งกาจด้านฤทธิ์ที่ได้รับมาจากพระศิวะทำให้หิรัณยักษาเกิดความคิดมุ่งไปในทางชั่วร้าย เที่ยวสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นไม่เว้นเทวดา ยักษ์กันเอง หรือมนุษย์ทั่วไป จนในที่สุดหิรัณยักษาถึงกับใช้อิทธิฤทธิ์ที่มีทำการม้วนแผ่นดินและหนีบนำไปไว้ยังเมืองบาดาล เพื่อทำการซ้อนแผ่นดินไว้หวังจะเป็นผู้ที่มีอำนาจให้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเทวดา หรือมนุษย์ให้ความเคารพนับถือว่าตนนั้นยิ่งใหญ่ที่สุด
เมื่อเป็นดังนั้นเหล่าเทวดาทั้งหลายจึงรวมตัวกันนำเรื่องเข้าเฝ้าพระอิศวร เพื่อให้ทรงหาทางแก้ไขนำแผ่นดินกลับคืนจากหิรัณยักษา พระอิศวรได้นำเรื่องหารือและขอความช่วยเหลือกับพระนารายณ์อย่างเร่งด่วน
กล่าวถึงหิรัณยักษาขณะนี้ได้นำม้วนแผ่นดินไปกบดานอยู่ถ้ำใต้บาดาล เมื่อพระนารายณ์ทรงทราบถึงที่กบดานแล้วจึงได้แปลงกายอวตารลงเป็นหมูป่า และดำดิ่งสู่เมืองบาดาลทันที เมื่อพบหิรัณยักษาจึงเข้าไปแย่งม้วนแผ่นดิน จนเกิดการต่อสู้กัน ซึ่งการต่อสู้กันครั้งนี้ต้องใช้เวลานานพอควร เนื่องมาจากฤทธิ์เดชอำนาจของยักษ์ที่ได้รับจากพระศิวะนั้นมีมากมายนัก และในที่สุดพระนารายณืในร่างอวตารเป็นหมูป่าก็เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ จากนั้นจึงได้นำม้วนแผ่นดินกลับคืนเป็นดั่งเดิมอีกครั้ง
ปางนรสิงหาวตาร
อวตารเป็นนรสิงห์ (ปางที่ 4)
การอวตารลงมาครั้งนี้เพื่อปราบยักษ์นาม "หิรันยกศิปุ" ซึ่งเป็นยักษ์แฝดเกับหิรัณยักษา (ปางวราหาวตาร) ซึ่งมีความแค้นอันใหญ่หลวงนักที่ต้องมาตายเพราะการอวตารลงลงมาเป็นหมูป่าของพระนารายณ์ ด้วยเหตุนี้หิรันยกศิปุจึงเก็บความอาฆาตคิดมุ่งทำลายพระนารายณ์เป็นที่สุด
ต่อเมื่อเกิดความคิดที่จะสร้างสมบารมีของตนด้วยความบำเพ็ญตนเพื่อหวังผลให้พระพรหมทรงเมตตา และด้วยความเพียรเป็นที่ตั้งพระพรหมจึงประทานคำขอพรตามประสงค์ด้วย และความฉลาดหลักแหลมของยักษ์ตนนี้จึงขอพรอย่างที่ไม่มีผู้ใดสามารถทำลายตนได้ จึงได้กล่าวขอไว้ว่า " อย่าให้เทพ มนุษย์ตลอดจนเดรัจฉานสังหารตนได้ อย่าให้ตายด้วยอาวุธใดใด ทั้งไม่ให้ตายกลางวัน กลางคืน ไม่ตายในเรือนและรอดปลอดภัยภายนอกเรือน" เป็นอันว่าพรที่ได้รับจากพระพรหมดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใด เวลาใดทำให้หิรัณยกศิปุนี้ตายได้เลย เหมือนกับยักษ์ทุกตนเมื่อมีฤทธิ์จึงคิดกาลใหญด้วยว่าต้องการครองโลกทั้ง 3 นี้ไว้ จึงได้ราวีเมืองต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่เทวดาบนสวรรค์ก็ไม่สามารถต้านทานความเก่งกาจของยักษ์ตนนี้ได้ เดือดร้อนถึงพระอิศวรเทพเจ้าซึ่งพระองค์ก็ได้กล่าวให้เหล่าเทวดานั้นไปขอให้พระนารายณ์ช่วย เพราะพระองค์ทรงรู้วิธีการแก้ไขพรที่ยักษ์ได้รับจากพระพรหม เมื่อพระนารายณ์ทราบดังนี้จึงบอกเหล่าเทวดาว่าขอให้รอสักพักเพราะยังมิถึงเวลาอันควร
กล่าวย้อนถึงหิรันยกศิปุมีบุตรชายชื่อประหลาท อันว่าตัวบุตรชายนี้มีความคิดและความศัทธาต่อพระวิษณุ-นารายณ์อย่างที่สุด ฝ่ายยักษ์ผู้พ่อทนต่อเสียงสวดขอพรเพื่อสรรเสริฐพระนารายณ์ไม่ไหว จึงให้เหล่าบรรดาพราหมณ์นำไปอบรมเพื่อให้ลืมความศรัทธาที่มีต่อพระวิษณุนารายณ์ ซึ่งก็หาได้เปลี่ยนแปลงความเชื่อ ความศรัทธาของประหลาทบุตรของตนได้ ซึ่งการอบรมก็มิใช่ว่าจะมีครั้งเดียวไม่ หลายต่อหลายครั้งเหล่าพราหมณ์ก็ไม่อาจทำให้ความคิดความศรัทธาเสื่อมคลายลง จนที่สุดสุดจะทนจึงสั่งให้เหล่าบรรดาสมุนทรมาณและกระทำทุกวิถีทางที่จะดัลชีวิตของบุตรชายของตน แต่ก็ไม่สามารถดับชีพได้ด้วยประหลาทบุตรชายได้ท่องมนต์ขอพรเมื่อยามมีภัยแล้วก็ผ่านพ้นได้ทุกครั้ง จนที่สุดยักษ์ผู้พ่อก็อ่อนใจแล้วก็เลยให้ประหลาทบุตรชายมาช่วยบริหารบ้านเมืองดีกว่า จนกระทั่งวันหนึ่งของเวลาใกล้ค่ำ ประหลาทได้กล่าวกับยักษ์ผู้พ่อว่าที่ทุกวันนี้มีสุขได้ทั่วกันเป็นเพราะคุณของพระวิษณุนารายณ์ เท่านั้นแหละยักษ์ผู้พ่อก็โกรธยิ่งนักด้วยว่าตนนี้แหละคือผู้ครอบครองโลกทั้งสามอยู่ ฝ่ายบุตรก็กล่าวว่าพระวิษณุนารายณ์ทรงสถิตอยู่ทั่วไปไม่เว้นแม้แต่ตัวของเราเอง ด้วยความโกรธที่ได้ยินบุตรกล่าวดังนั้นจึงใช้คฑาฟาดไปที่เสา แต่แล้วพระนารายณ์ก็อวตารลงมาเป็นนรสิงห์ปรากฏกายออกมาจากเสาต้นนั้นเข้าไปจับหิรัณยกศิปุ พาไปที่กลางประตูแล้วก็ใช้เล็บของสิงห์นั้นฉีกอกยักษ์จนตาย แล้วจึงปรากฏกลายเป็นพระนารายณ์ดังเดิมและได้มอบหมายหน้าที่ให้ประหลาทบุตรชายครองเมืองต่อไป แล้วจึงเสด็จกลับสู่วิมานดังเดิม
กล่าวถึงการสิ้นชีพของยักษ์หิรัณยกสิปุนี้มีเหตุด้วยว่า
- พระนารายณ์ทรงอวตารเป็นนรสิงห์ ซึ่งมิใช่ทั้งเทวดา มนุษย์
- ใช้เล็บฉีกอกเพื่อเลี่ยงพรที่ได้รับว่าไม่ให้อาวุธใดๆ ฆ่าตนได้
- เวลาที่ฆ่ายักษ์ก็เป็นเวลาพลบค่ำ ไม่ใช่เวลากลางวันหรือเวลากลางคืน
- สถานที่คือกลางประตู มิใช่ในบ้านหรือนอกบ้าน
- เพื่อแก้เคล็ดการขอพรที่ได้รับจากพระพรหมนั่นเอง
ปางวามนาวตารนี้ได้กล่าวถึงยักษ์ตนหนึ่งนามว่า ท้าวพลี (ซึ่งเป็นหลานของท้าวประหลาท ต่อเนื่องจากปางนรสิงหาวตาร ปางที่ 4 และในโอกาสต่อไปคงจะนำเรื่องราวของท้าวประหลาทมาเล่าสู่กันฟัง) ปางวามนาวตารมีเรื่องเล่าอยู่ 2 ลักษณะ ดังจะกล่าวดังนี้
ลำดับแรก
..........ความว่าเดิมที่ท้าวพลีนี้เคยร่วมในพิธีกวนเกษียรสมุทรแต่สุดท้ายฝ่ายเทวดาก็ฆ่าฝ่ายยักษ์ตายรวมถึงท้าวพลีด้วย แต่เหล่ายักษ์ก็ช่วยชุบชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง เรื่องจึงเกิดขึ้นมาพร้อมความแค้นของเหล่าเทวดา จากนั้นท้าวพลีจึงอุทิศตนฝึกฝนเพื่อเพิ่มฤทธิ์อำนาจของตนจนที่สุดจึงยกทัพไปตียังเมืองของพระอินทร์ พระอินทร์จึงต้องทิ้งเมืองแปลงกลายเป็นนกยูงเพื่อหลบหนีไปหาพระกัศยปมุนีและพระอทิติผู้เป็นบิดา เพื่อหาทางแก้ไข ร้อนถึงบิดาจึงต้องช่วยหาหนทางจึงต้องขอให้พระนารายณ์ทรงหาหนทางแก้ไขด้วย พระนารายณ์จึงแจ้งว่าจะลงมาจุติเป็นบุตรของพระอทิติเพื่อแก้ไขเรื่องนี้เอง จากนั้นไม่นานพระอทิติจึงคลอดบุตรชายนาม วานน ซึ่งมีรูปกายเป็นคนเตี้ยค่อม..........เวลาล่วงผ่านเนินนานท้าวพลีจึงจัดพิธีเพื่อฉลองตำแหน่งของตน ส่วนพราหมณ์วานนนั้นได้ซ่อนกายเข้าไปร่วมในพิธีนี้ด้วย ท้าวพลีเห็นจึงถูกชะตายิ่งถึงกับเอ่ยปากว่าขออะไรก็ได้ วานนจึงได้โอกาสบอกไปว่าขอเพียงแผ่นดินเพียง 3 ก้าวเท่านั้น ท้าวพลีเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ไม่ขัดคำขอ จึงเตรียมจะทำการหลั่งน้ำ (ลักษณะเหมือนการกรวดน้ำ) เพื่อยกแผ่นดิน 3 ก้าวตามคำขอให้ เมื่อพระศุกร์ผู้เป็นอาจารย์ของท้าวพลีทราบด้วยจิตว่า พราหมณ์วานนเตี้ยค่อมนั้นคือใครจึงได้ห้ามและแปลงกายไปอุดรูน้ำเต้าเพื่อไม่ให้น้ำไหลออกมา พราหมณ์วานนจึงนำหญ้าไปแยงถูกลูกตาของพระศุกร์เข้าถึงกลับทนไม่ไหวจึงออกมาจากรูน้ำเต้านั้นน้ำจึงหลั่งออกมา เป็นอันว่าคำขอนั้นลุล่วงลงไป เมื่อเป็นดังนั้นแล้วพราหมณ์วานนจึงเริ่มก้าวย่างซึ่งเพียง 2 ก้าวเหล่ายักษ์ทั้งหลายก็ตกตะลึงเพราะสิ่งที่เห็นนั้นเป็นองค์พระนารายณ์กำลังก้าวย่างบนพื้นดินจนพื้นที่ของท้าวพลีหมดสิ้นไป
..........เมื่อจบเรื่องพื้นที่เขตแดนแล้วพระนารายณ์จึงให้พระอินทร์กลับมาครองเมืองตามเดิม ส่วนท้าวพลีเมื่ออาณาเขตหมดสิ้นที่อยู่เพียง 2 ก้าวเท่านั้นพระนารายณ์จึงมีคำสั่งให้ท้าวพลีไปอาศัยครองบาดาลชั้นต่ำสุด (คือชั้นที่ 7) เมื่อเป็นดังนี้แล้วท้าวประหลาทผู้เป็นปู่จึงต้องไปเยี่ยมท้าวพลีที่บาดาลพร้อมทั้งกล่าวให้หยุดการประทำที่ส่งผลร้ายกับตน และให้กลับตัวกลับใจประพฤติตนใหม่เพื่อให้พระนารายณ์ยกโทษให้ท้าวพลีผู้เป็นหลานก็ปฏิบัติตามจนนานวันเข้าพระลักษมี (พระมเหสีแห่งพระนารายณ์) ก็ใจอ่อนช่วยทูลขอต่อพระนารายณ์ให้ยกโทษต่อท้าวพลี พระนารายณ์ก็มิทรงขัดข้องในสิ่งที่ทูลขอพร้อมทั้งให้ท้าวพลีไปครองนครแดนสุตล (ลำดับชั้นบาดาลลำดับที่ 3 ใน 7 ชั้น) และกล่าวไว้ว่าหากท้าวพลี ปฏิบัติตนดีตลอดไปในกาลข้างหน้าจะทรงให้ครองโลกทั้งสาม
ลักษณะทางศิลปะ
พราหมณ์รูปร่างเตี้ยหลังค่อม มือถือแจกันและถือร่ม สวมแหวนหญ้าคาที่นิ้วกลาง ไว้เคราขมวดเป็นปม ใส่เครื่องประดับตุ้มหู ใส่หนังกวางและผ้านุ่งห่มชิ้นล่างเป็นผ้าเตี่ยว

ปางที่ 5 นี้ไว้ว่าคือ ปางทวิชาวตาร
พระนารายณ์อวตารเป็นพราหมณ์หนุ่มรูปงามลงมาปราบท้าวตาวันอสูร เนื้อความมีดังนี้
..........ยักษ์นามท้าวตาวันอสูรมีนิสัยชอบประจบสอพอพระอิศวรอย่างสม่ำเสมอ (นิสัยต่อเนื่อง) คราวที่ได้โอกาสจึงทูลขอที่ดิน 300 โยชน์ และขอพรต่อพระองค์อีกว่า "หากมีสัตว์ 4 เท้า 2 เท้าเข้ามาในเขตที่ดินนี้สามารถจับกินเป็นอาหารได้" พระอิศวรจึงประทานพรตามคำขอ เหตุการณ์ตามคำขอพรก็เกิดขึ้นทันทียามเมื่อมีมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นฤาษี ชี พราหมณ์ แม้แต่สัตว์น้อยใหญ่เป็นว่าหลงเข้าไปในที่ดินของท้าวตาวันอสูรเป็นอันมาสิ้นชีวิตกลายเป็นอาหารอันโอชะในทันที ร้อนถึงพระอิศวรอีกแล้วต้องขอให้พระนารายณ์อวตารเป็นทวิชาวตาร พราหมณ์หนุ่มรูปงามลงมาปราบ จากนั้นพราหมณ์หนุ่มก็เดินเข้าไปในที่ดินของยักษ์แต่ด้วยความเป็นคนรูปงามท้าวตาวันต์เห็นกลับเกิดความชื่นชมยิ่ง ถึงกลับถามพราหมณ์ว่า "ท่านพราหมณ์ต้องการสิ่งใดจึงเข้ามาในเขตที่ดินนี้" พราหมณ์หนุ่มจึงกล่าวตอบว่า "ข้าพระเจ้าต้องการเพียงที่ดินเพียง 3 ก้าวเท่านั้น โปรดมอบให้แก่เราด้วยเถิด" ท้าวตาวันต์ด้วยความหลงรูปงามจึงอนุญาตให้ตามที่ขอ สิ้นคำตอบของยักษ์พราหมณ์หนุ่มก็สำแดงฤทธิ์เดชก้าวเพียง 3 ก้าวที่ดินก็หมดทั้ง 300 โยชน์ในทันที
..........เมื่อท้าวตาวันต์เห็นแล้วว่าพระนารายณ์ทรงอวตารแปลงกายลงมาก็หนีตามไปอยู่บนเชิงเขาพระสุเมรุ เรื่องก็ใช่ว่าจะจบลงเพียงเท่านี้ กลายเป็นว่าเมื่อหนีตามมาได้ก็เริ่มต้นประจบสอพอ พระอินทร์ทันควัน (เหมือนเดิม) จนที่สุดก็ใช้ความใกล้ชิดสนิทสนมทำความคุ้นเคยกับนางสาวใช้ของพระอินทร์ให้ช่วยเป็นสื่อให้เทพนารีรำพาหลงรักตน ต่อมาไม่นานก็คิดแผนร้ายนำพาเทพนารีรำพาหนีลงมาอยู่ที่เมืองมายัน (เมืองร้างที่ครั้งหนึ่งพระอินทร์ได้สร้างให้บุตรซึ่งเกิดกับมนุษย์นางหนึ่ง เมื่อเวลาล่วงนานวันจึงกลายเป็นเมืองร้างในที่สุด)
..........ฝ่ายพระอินทร์ได้ให้คนออกตามหาเทพนารีรำพาแต่ก็ไม่ทรงพบ จนที่สุดจึงส่องเนตรจนพานพบทั้งสองที่เมืองบายันนี้ก็ทรงนำพระขรรค์และพระวชิราวุธไปเพื่อทำลายท้าวตาวัน แล้วก็พาเทพรำพากลับสู่สวรรค์ดังเดิม ส่วนสาวใช้ได้รับโทษทัณฑ์ ถูกสาปให้ลงไปอยู่เมืองบายัน (เมืองร้าง) จะกินอะไรก็กลายเป็นเหล็กร้อนสร้างความทรมานยิ่งนัก และตรัสว่าคำสาปนั้นจะหมดไปก็ต่อเมื่อพระนารายณ์ทรงอวตารเป็นรามเทพ และเมื่อนางสาวใช้ได้พบกับหนุมานทหารเอกของรามเทพ จึงจะพ้นคำสาป
ปางปรศุรามาวตาร
อวตารเป็นพราหมณ์ถือขวาน (ปางที่ 6)
กล่าวถึงว่าพระนารายณ์ทรงอวตารเป็นมนุษย์นามปรศุราม เพื่อปราบท้าวอรชุน กษัตริย์ใจพาล รังแก่ผู้คนทั่วไปไม่เว้นแม้พราหมณ์ ฤาษีที่บำเพ็ญตบะก็ไม่มีเว้น คัมภีร์ทางศาสนาฮินดูได้บันทึกและกล่าวถึงไว้ว่า พระวิษณุเทพได้อวตารลงมาถือกำเนิดเป็นมนุษย์เป็นบุตรของฤาษีนาม ชมทัคนีกับนางเรณุกา เมื่อกำเนิดขึ้นมาแล้วได้ชื่อว่า ราม ต่อมาได้รับขวานเพชรจากพระเป็นเจ้าจากสวรรค์ประทานมาจึงได้ชื่อว่า "ปรศุราม" ตั้งแต่นั้นมา เรื่องการปราบท้าวอรชุนเริ่มจากว่า ท้าวอรชุนได้ไปประพาสป่าและได้ขอเข้าพักที่อาศรมของฤาษีชมทัคนีกับนางเรณุกาผู้เป็นบิดามารดาของปรศุราม ท้าวอรชุนได้รับการต้อนรับเป็นอันดีจากนางเรณุกา (บางก็ว่าท้าวอรชุนได้เสด็จมาพบฤาษีชมทัคนี แต่ฤาษีไม่อยู่) ก่อนที่จะเสด็จกลับ ท้วอรชุนเห็นโคตัวหนึ่งที่ฤาษีเลี้ยงไว้จึงได้จูงโคตัวนั้นกลับไปด้วยโดยที่นางเรณุกาไม่สามารถทัดทานอะไรได้แต่นิ่งเฉยไว้ด้วยเกรงกลัวต่อท้าวอรชุน
เมื่อฤาษีชมทัคนีกลับบมาถึงอาศรมนางเรณุกาจึงเหล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ฟัง จึงสร้างความโกรธให้กับฤาษีมากเนื่องจากโคตัวนั้นมีความสำคัญกับฤาษีชมทัตนีมาก ต่อมาเมื่อปรศุรามทราบเรื่องนี้จึงอาสาไปแก้แค้นท้าวอรชุนแทนบิดาของตน ฝ่ายนางเรณุกาได้แต่ห้ามปรามขอร้องมิให้ไปแต่ก็หาได้มาผลไม่ ปรศุรามจึงเดินทางเพื่อแก้แค้นท้าวอรชุนที่นครมหิษมดีที่ท้าวอรชุนปกครองอยู่
เมื่อผ่านการเดินทางถึงนครมหิษมดี จนได้พบกับท้าวอรชุนจึงเกิดการต่อสู้กันจนพื้นดินสะเทือนตากผลัดกับรุกพลัดกับถอยอยู่มิพลาดพลั้งกัน แต่แล้วโอากสก็เป็นของปรศุรามเข้าฟันท้าวอรชุนถึงความถึงได้รับชัยในที่สุด เรื่องจะจบลงตรงนี้ก็คงไม่ใช่ดั่งว่าฆ่าเค้าคนของเค้าย่อมกลับมาแก้แค้น
ท้าวอรชุนกษัตริย์ก็มีโอรสนามว่า อริชา เมื่อปรศุรามมาฆ่าบิดาตน โอรสอริชาจึงกลับไปแก้แค้นโดยฆ่าบิดาของปรศุรามที่อาศรม โดยมิสนใจว่าฤาษีกำลังบำเพ็บตบะ ที่ไม่มีโอกาสได้ต่อสู้หรือป้องกันตัวแต่อย่างใด เมื่อปรศุรามได้รู้ข่าวจึงรีบกลับอาศรมเมื่อพบศพบิดาจึงเกิดความรู้สึกถึงว่าการตายในครั้งนี้ช่างโหดเหี้ยมนัก ทำไมจึงฆ่าได้โดยที่บิดาตนมิได้ป้องกันตนและฆ่าได้แม้ผู้ที่ไม่มีทางต่อสู้ได้ นับแต่นั้นเป็นต้นมาจึงสาบานว่าจะฆ่าศัตรูที่มิได้อยู่ในศิลธรรมมักรังแก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการรังแกเหล่าฤาษี ชี พราหมณ์ให้เดือดร้อนจนกว่าจะครบอายุตน (ขณะนี้นอายุ 21 ปี) จึงเท่ากับต้องฆ่าถง 21 ครั้ง จึงจะลดความแค้นได้
ปรศุรรามนับแต่นั้นจึงออกค้นหาผู้ที่ใจบาปเที่ยวรบกวนระราน ทำผิดทั้งหลายที่พบและฆ่าให้ตายเป็นแบบนี้อยู่ตลอด จนในที่สุดเมื่อคิดขึ้นมาได้ว่าหากเราฆ่าคนบาป คนทำผิดก็คงจะหมดโลกนี้แน่ ว่าแล้วก็ตั้งจิตใหม่จะฆ่าก็แต่เฉพาะผู้ที่เป็นกษัตริย์ใจบาปหยาบช้า จิตใจชั่วร้าย เที่ยวรบกวนผู้อื่นรวมถึงฤาษี ชี พราหมณ์ ผู้ทรงศีลเท่านั้น เมื่อคิดดังนั้นจึงไปบำเพ็ญตนอยู่ ณ เขามเหนทรบรรพต และหากมีข่าวคราวใดที่มีเหล่ากษัตริย์ใจพาล พระปรศุรามก็จะออกจากเขาไปฆ่ากษัตริย์ใจพาลนั้นทันที
ลักษณะทางศิลปะ
พระปรศุราม รูปร่างเป็นมนุษย์ สวมมงกุฎ มีสายธุรัมคล้องเฉียงบ่าดั่งพราหมณ์ อาภรณ์หนังกวางบางก็ว่ามี 2 กร กรขวาถือขวานรูปพระจันทร์ครึ่ง เสี้ยว (อาวุธ) กรซ้ายชี้ไปด้านหน้าส่วน 4 กร ถืออาวุธ คือ ขวาน ดาบ คันธนู และลูกธนูตามลำดับส่วนบางแห่งที่ให้ความเคารพบูชาพระปรศุราม ได้สร้างรูปทางศิลปะโดย พระองค์ถือขวาน สังข์ จักร และคธา ปางรามจันทราวตาร
พระกฤษณะเทพ
เทพแห่งความรัก ปรัชญาและนักปกครอง
กล่าวถึงคัมภีร์ปุราณะ มหากาพย์รามายณะ มหาภารตะ และตำนานเก่าต่างๆ ของอินเดีย รวมถึงคัมภีร์ทางศาสนาฮินดีอื่นๆ ได้บันทึกและกล่าวถึงไว้ว่า พระวิษณุเทพได้อวตารลงมาเพื่อปราบยุคเข็ญให้แก่เหล่ามวลมนุษย์ทั่วไป ในช่วงเหตุการณ์โลกเกิดกลียุคและเกิดความไม่สงบสุขจากเหล่าอสูร จึงทรงอวตาลลงมาในปางต่างๆ ซึ่งปางพระกฤษณะเทพ คือปางที่ 8 ในการอวตาร10 ปาง ของพระวิษณุเทพ นั่นเอง
ลัทธิไวษณพนิ&