พระแม่อุมา

เล่ากันว่าพระแม่อุมานั้นแต่เดิมเกิดขึ้นจากการที่พระศิวะใช้พระหัตถ์ข้างขวาลูบเบาๆที่กลางพระอุระดังนั้นพระแม่อุมาจึงจุติขึ้นจากกลางทรวงอกของ พระศิวะบ้างก็กล่าวไว้ว่าพระแม่อุมาเทวีเป็นธิดาของท้าวหิมวัตและพระนางเมนกาเทพผู้เป็นใหญ่แห่งภูเขาหิมาลัยแต่ในบางคัมภีร์ได้เล่าไว้ว่าพระอุมา กำเนิดเป็นธิดาของพระทักษะประชาบดีซึ่งได้เป็นพี่น้องกับพระแม่คงคา(พี่สาว)พระอุมาในภาคนั้นมีพระนามว่าพระสติเป็นชายาของมุนีภพคือพระศิวะ อีกภาคหนึ่ง เรื่องราวในตอนนี้คงเป็นตอนก่อนกำเนิดเป็นพระแม่อุมาเทวี ซึ่งได้ปรากฏเป็นเรื่องเล่าขานกัน เริ่มต้นจากความจงรักภักดีต่อพระสวามี (พระศิวะ) โดยพระนางได้ใช้อิทธิฤทธิ์บันดาลให้ไฟเผาไหม้ตนเอง ..........เรื่องในอดีตได้กล่าวไว้ว่า พระศิวะ ทรงอวตารลงมาในภาคของมุนีภพ แต่ก็ด้วยความที่ พระองค์ทรงแปลงร่างอวตารลงมาในชุดนุ่มห่มแบบปอนๆ มอซอ และมีสังวาลสวมคอเป็นประคำโดยนำกระดูกมาร้อยต่อกัน ไว้ผมหนวดเครารุงรัง ชอบนอนตามป่าช้า ร่างกายมีกลิ่นตัวเหม็นสาบ (แตกต่างจากการแบ่งภาคอื่นๆ) ทั้งนี้ก็เพื่อเสริมเสร้างบารมี ด้วยการบำเพ็ญตน ซึ่งกาลต่อมาด้วยบุญกรรมที่สร้างสมกันมาแต่ก่อนทำให้พระนางสตีมองเห็นรูปกายที่แท้จริงว่าพระมุนีภาพองค์นี้ก็คือภาคหนึ่งแห่งองค์พระศิวะผู้เป็น
ใหญ่ในสามโลก พระนางสตีจึงตกลงใจอยู่คอยรับใช้ดูแลในฐานะชายา ..........ฝ่ายพระทักษะประชาบดีมิเห็นด้วยกับความคิดของพระนางสตีนัก แต่ก็มิได้ขัดขวางแต่ประการใด ก็มีความคิดที่ไม่ได้ไม่ชอบใจในตัวของพระมุนีภพเลย กลับแสดงความรังเกลียดในการกระทำ ทั้งรูปร่าง การแต่งกายของพระมุนีภพมาโดยตลอด ขอกล่าวย้อนถึงพระทักษะประชาบดีนั้นมีพระธิดามากมายนัก และก็มากด้วยราชบุตรเขยเช่นกัน เป็นต้นว่า พระจันทร์ พระยมราช และพระมุนีจำนวน 11 องค์ ซึ่งล้วนแต่มีอิทธิฤทธิ์ บารมีทั้งสิ้น ฝ่ายบรรดาราชบุตรเขยต่างๆ ก็คอยเอาอกเอาใจผู้เป็นพ่อตาอยู่เป็นนิจตลอดมา เว้นก็แต่พระมุนีภพผู้สวามี พระนางสตีเท่านั้นที่ไม่เคยเข้ามาเอาใจเลย จึงเป็นเหตุผลอีกกรณีที่ทำให้พระทักษะประชาบดียิ่งไม่พอใจมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก..........จนกระทั่งวันหนึ่งพระทักษะประชาบีดต้องการจัด
พิธียัญกรรมโดยพิธีการนี้ได้เชิญเหล่าเทพต่างๆบนสวรรค์พร้อมทั้งเหล่าราชบุตรเขยเข้าร่วมในพิธีกรรมนี้ทุกองค์แต่ก็ยกเว้นพระมุนีภพ
เพียงพระองค์เดียวที่ไม่ได้ให้เข้าร่วมพิธียัญกรรมในครั้งนี้ด้วยสาเหตุจากที่กล่าวไว้แต่ต้นแล้ว)ด้านพระนางสตีเมื่อได้ฟังดังนั้นจึงเข้าสอบถามกับ
ผู้เป็นบิดาถึงเรื่องนี้ว่ามีเหตุอันใดจึงไม่เชิญพระสวามีของตนให้เข้าร่วมพิธียัญกรรมในครั้งนี้ ฝ่ายผู้เป็นพ่อแรกๆ ก็กล่าวถึงการกระทำ
การแต่งกายของพระมุนีภพว่าไม่เหมาะสมและพูดจาดูหมิ่นดูถูกเดียดฉันท์พระมุนีภพในทางที่เสียหายซึ่งทุกสิ่งที่กล่าวนี้ได้กระทำต่อหน้าราชบุตรเขย
องค์อื่นๆมาร่วมในงานนี้แต่พระนางสตีก็อ้อนวอนต่อบิดาให้พระสวามีของตนได้เข้าร่วมในพิธีนี้จนพระทักษะประชาบดีเกิดความรำคาญเป็นยิ่งนัก จึงกล่าววาจาด้วยเสียงอันดังต่อหน้าผู้เข้ามาร่วมในพิธีด้วยความดูหมิ่นรังเกลียดต่อพระมุนีภพยิ่งนักจนในที่สุดพระนางสตีผู้จงรักภักดีต่อสวามีของตน
สุดที่จะทนต่อไปได้ในวาจาที่รับฟังจากพระบิดาตนเองที่กล่าวประจานพระมุนีภภต่อหน้าผู้อื่นที่เข้าร่วมพิธีนี้พระนางสตีจึงตัดสินพระทัยแสดงอิทธิฤทธิ์ เปล่งแสงเปลวไฟอันร้อนแรงจากภายในกายให้ร้อนแรงจนเผาตนเองมอดไหม้ต่อหน้าพระบิดาและผู้ร่วมพิธี จนสิ้นชีพในที่สุด (บางคัมภีร์กล่าวไว้ว่าพระนางสตีกระโดดเข้ากองไปในงานพิธี)..........ฝ่ายพระศิวะภาคพระมุนีภพเมื่อได้ฟังคำเล่าบอกจากพระฤาษีนารทในเหตุการณ์ที่
ี่เกิดขึ้นกับพระชายาของพระองค์ทรงเศร้าเสียใจเป็นที่สุดจากความเศร้าที่ทรงมีอยู่นั้นจึงทรงดังเส้นผมออกมาปอยหนึ่งแล้วก็บังเกิดเป็นอสูรร่างกายใหญ่ โตมีฤทธิเดชมากมายลักษณะมีพันเศียรพันกรสวมประคำหัวกระโหลกและงูามสูรวีรภัทรเป็นภาคหนึ่งของพระศิวะ)บางคัมภีร์กล่าวว่าอสูรวีรภัทรนี้แบ่ง ภาคโดยออกจากพระโอษฐ์ของพระศิวะแล้วพระศิวะจึงได้สั่งให้อสูรวีรภัทรให้ไปยังพิธีที่จัดขึ้นและให้ทำลายพิธีนั้นให้สิ้นในที่สุดฝ่ายอสูรวีรภัทรเมื่อ ฟังคำบรรชาจึงตรงไปยังพิธีทันทีพร้อมด้วยเหล่าสมุนยักษ์นับพันเมื่อไปถึงจึงเข้าทำลายพิธีและบรรดาเทพทั้งหลายที่มาร่วมงานต่างก็หลบหนีทันบ้าง ไม่ทันบ้างก็พา กันบาดเจ็บล้มตายไปมากมาก โดยอสูรวีรภัทรเมื่อทำลายพิธีแล้วจึงได้ประกาศในพิธีนั้นว่านี้คือโทษที่ต้องได้รับจากพระศิวะ ส่วนพระทักษะประชาบดีผู้บิดาของพระสตีได้ถูกอสูรวีรภัทรพ่นไฟใส่พระเศียรจนขาดกระเด็นมอดไหม้ไปเป็นจุล(บางคัมภีร์กล่าวถึงอสูรวีรภัทรว่า เป็นผู้ยิงรัตนธนูเข้าทำลายพิธีและพระทักษะประชาบดีจนหัวขาดกระเด็นด้วยฤทธิ์ของรัตนธนูนี้เองและเมื่อหัวขาดแล้วอสูรวีรภัทรจึงนำหัวนั้นโยนเข้า
ใส่กองไฟจนไหม้ด้วยความแค้นที่ได้ดูหมิ่นในศักดิ์ศรีของพระองค์)เมื่อทุกอย่างเสร็จตามคำบรรชาของพระศิวะอสูรวีรภัทรพร้อมสมุนยักษ์จึงยกทัพกลับ ไปเข้าเฝ้าพระศิวะดังเดิม.เหตุการณ์นี้ทำให้เหล่าเทพทั้งหลายรวมถึงบรรดาราชบุตรเขยที่รอดชีวิตมาได้พากันไปขอความช่วยเหลือจากพระพรหมเพื่อ
ให้ทรงแนะหาทางแก้ไขว่าควร จะทำเช่นไรจึงจะทุเลาความโกรธกริ้วของพระศิวะได้เพื่อมิให้โลกถูกทำลายลงไปเพราะพระศิวะเป็นเทพผู้ทำลาย พระพรหมเมื่อได้ฟังแล้วจึงได้นำเหล่าเทพ ทั้งหลายนั้นไปเข้าเฝ้าพระศิวะที่เขาไกรลาส เพื่อขอความเห็นใจและให้อภัยในสิ่งที่เกิดขึ้น จนที่สุดการเจรจาพูดคุยกันนั้นพระศิวะจึงยอมสงบศึกพร้อมกับช่วง ชุบชีวิตบรรดาเหล่าเทพที่ได้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น พร้อมทั้งผู้ที่บาดเจ็บก็ช่วยให้ความเจ็บปวดนั้นหายไปในทันที ทั้งนี้การชุบชีวิตนั้นก็รวมถึงพระทักษะประชาบดี ผู้เป็นพ่อตาของพระองค์ด้วย แต่เศียรที่มอดไหม้ไปนั้นมิได้ทรงนำมาคืนให้ แต่พระองค์ได้นำหัวแพะซึ่งใช้ประกอบทำพิธีนั้นมาต่อให้กับพระทักษะประชาบดี เพื่อแสดงให้
เหล่าเทพทั้งหลายได้เห็นว่าความโง่ของพระทักษะประชาบดีที่แสดงออกมาโดยตลอดนั้นแม้แต่รูปกายภายนอกจะเป็นเช่นไรก็ไม่สมควรจะ
ดูถูกเหยียดหยามบุคคลผู้นั้นโดยมิได้ดูถึงเนื้อแท้และการกระทำที่ดีของผู้อื่นเลย.......เมื่อเรื่องทุกอย่างจบลงด้วยดีแล้วพระศิวะจึงมุ่งไปบำเพ็ญตบะ บำเพ็ญตนเป็นมุนีในป่าหิมพานต์ เพื่ออุทิศให้ กับพระนางสตี ผู้เป็นชายาของพระองค์ต่อไป โดยที่ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับโลคใดเลย แต่หลังจากนั้นบนสวรรค์ก็เกิดมียักษ์อสูรที่ได้พรจากพระพรหมว่าไม่ให้ตายด้วยคมดาบหรืออาวุธใดๆทั้งสิ้นเมื่อเราเทพได้เห็นว่าคนที่จะมาปราบ
อสูรตนนี้ได้ก็มีแต่บุตรของพระศิวะเทพเท่าเพียงผู้เดียวแต่ต้อนนี้พระศิวะเทพไม่ได้มีพระชายาแล้วและพระพศิวะเทพก็ไม่ได้ลืมตัามองดูโลกใด
เลยต่อมาเหล่าเทพก็เลยตัดสินใจให้กรรมเทพไปแผงศรให้พระศิวะลงรักนางปราวตรีฝ่างพระนางปราวตรีกับพระแม่คงคาก็ได้เวลาที่จะแต่งงานแล้ว
หลังจากนั้นฤษีนารัทก็ได้ลงมาปก้ปัญหาว่าคนที่จะได้แต่งงานกับพระศิวะเทพนั้นก็คือพระนางปรวาตรีเพียงผู้เดียวเพราะเมื่อชาติก่อนพระนางปรวตรี ก็คือพระสตินั้นเองจึงทำให้พระแม่คงคาซึ่งเป็นพี่สาวของพระนางปรวาตรีเสียใจยึ่งนักที่ต้องเสียสละเผื่อนางสาวพระแม่คงคาจึงได้ไปบำเพ็ญเพียรใน แม่น้ำคงคาต่อมานางปรวตรีก็ได้ไปถือศิลขอพรต่อองค์พระศิวะเทพเมื่อพระศิวะเทพได้ลืมตาขึ้นมาพระศิวะก็ลงไปเป็นพรามณ์เพื่อลองในนางว่านางจะ
ยังรักพระองค์หรือไม่แต่เมื่อนางถูกลองใจแล้วนางก็รู้ว่าพรามณ์ผู้นี้ก็คือพระศิวะนั้นเองเมื่อพระศิวะลองใจนางแล้วต่อมาจึงได้แต่งงานกันและ
ได้มีลูกชายที่เกิดแบบอภินิหารมาได้ชื่อว่าขันธกุมารต่อมพระพระขันธกุมารก็ได้ไปปราบอสูรตนนั้นเพื่อช่วยให้สวรรค์และโลกมนุษย์ได้อยู่อย่าง
สงบสุขต่อไป

พระนามพระแม่108

1 พระแม่ ไวศาลกษี 2 พระแม่ ลิงคธาริณี 3 พระแม่ ลลิตา
4 พระแม่ กามากษี 5 พระแม่ กุมุทา 6 พระแม่ ไวศวกายา
7 พระแม่ โคมตี 8 พระแม่ จามจริณี 9 พระแม่ มโหตักตา
10 พระแม่ ชยันติ 11 พระแม่ โครี 12 พระแม่ รัมภา
13 พระแม่ กีรติวดี 14 พระแม่ วิศวา 15 พระแม่ ปุรุหุตา
16 พระแม่ มารักทายิณี 17 พระแม่ นันทา 18 พระแม่ ภัทรภรรณิกา
19 พระแม่ ภวาณี 20 พระแม่ พิลวัปตริกา 21 พระแม่ มาธวี

22 พระแม่ ภัทรา 23 พระแม่ ชยา 24 พระแม่ กัมลา
25 พระแม่ รุทราณี 26 พระแม่ กาลี 27 พระแม่ กปิลา
28 พระแม่ มุกเตศวรี 29 พระแม่ มหาเทวี 30 พระแม่ ชลปรียา
31 พระแม่ กุมารี 32 พระแม่ ลิลิตา 33 พระแม่ อุตัปกาษี
34 พระแม่ มโหตปลา 35 พระแม่ มัคลา 36 พระแม่ วิมลา
37 พระแม่ อโมฆากษี 38 พระแม่ ปาตลา 39 พระแม่ นารายณ์
40 พระแม่ โกตวี 41 พระแม่ สุคันธา 42 พระแม่ ตริสันธยา
43 พระแม่ รติปริยา 44 พระแม่ ศิวานันทา 45 พระแม่ นันทิณี
46 พระแม่ รุกมิณี 47 พระแม่ ราธา 48 พระแม่ เทวกี
49 พระแม่ ปรเมศวรี 50 พระแม่ ศิตา 51 พระแม่ วินทุวาสินี
52 พระแม่ เอกวิรา 53 พระแม่ จันทริกา 54 พระแม่ รัมณา
55 พระแม่ มริคาวตี 56 พระแม่ มหาลักษมี 57 พระแม่ อุมาเทวี
58 พระแม่ อโรคา 59 พระแม่ มเหศวรี 60 พระแม่ อัภยา
61 พระแม่ อมฤตา 62 พระแม่ มานหวี 63 พระแม่ สวหา
64 พระแม่ ปรจัณฑา 65 พระแม่ จัณฑิกา 66 พระแม่ วราโรหา
67 พระแม่ ปุษกราวตี 68 พระแม่ เทวมาตา 69 พระแม่ มหาภาคา
70 พระแม่ ปิงคเลชวรี 71 พระแม่ สัพหิกา 72 พระแม่ ยักรี
73 พระแม่ โลกา 74 พระแม่ สุภัทรา 75 พระแม่ มาตา
76 พระแม่ ลักษมีรัตณา 77 พระแม่ วิศวมุขี 78 พระแม่ ตารา
79 พระแม่ ปุษฎิ 80 พระแม่ เมธา 81 พระแม่ ภีมา 82 พระแม่ ปุษตี
83 พระแม่ สุทธิ 84 พระแม่ มาตา 85 พระแม่ ธวะนี 86 พระแม่ ธฤติ
87 พระแม่ กาลา 88 พระแม่ สิวการีณี 89 พระแม่ อมริตา 90 พระแม่ อุรวศี
91 พระแม่ เอาษธิ 92 พระแม่ กุโศทัก 93 พระแม่ มัมมธา 94 พระแม่ สัตยาวาทินี
95 พระแม่ วันทนียา 96 พระแม่ นิธิ 97 พระแม่ คายตรี 98 พระแม่ ปารวตี
99 พระแม่ ภัทรสุนทรี 100 พระแม่ วิปูลา 101 พระแม่ อินทราณี
102 พระแม่ สรัสวตี 103 พระแม่ ประภา 104 พระแม่ ไวษณวี
105 พระแม่ อรุณธติ 106 พระแม่ ติโลตมา
107 พระแม่ พรหมกะลา 108 พระแม่ ศักติ