พระศิวะ

ศิวลึงค์ วัตถุโบราณที่ถูกสร้างสรรค์ให้เป็นรูปอวัยวะเพศชายนั้น เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะที่ผู้คนนิยมสักการะบูชากันตั้งแต่อดีตโบราณตราบจนปัจจุบันนี้ด้วยความเคารพศรัทธากันอย่างกว้างขวาง "ศิวลึงค์"เป็นเสมือนรูปเคารพแทนพระองค์ ที่มีปรากฏอยู่ในเทวสถานทุกแห่ง และก็มีธรรมเนียมประเพณีที่จะจัดพิธีกรรม เพื่อบูชาศิวลึงค์นี้โดยเฉพาะอีกด้วยจึงกล่าวได้ว่าสัญลักษณ์ของพระศิวะมหาเทพนี้ค่อนข้างจะแตกต่างกับมหาเทพองค์อื่นๆตรงที่มีสัยลักษณ ์แทนพระองค์เป็นรูปอวัยวะเพศชายที่ดูค่อนข้างจะพิสดารมิใช่น้อยและชวนให้ฉงนสงสัยในความเป็นมาแห่งสัญลักษณ์นี้กำเนิดของศิวลึงค์นั้น
ปรากฏเป็นเรื่องราวที่ค่อนข้างจะแปลกแยกแตกต่างกันออกไปตามแต่ละคัมภีร์แต่ละในศาสนาต่างทางคติพราหมณ์ซึ่งบางตำราก็กล่าวว่าองค์ พระศิวะนั้นทรงตั้งพระทัยที่จะประทานรูปศิวลึงค์หรือรูปเคารพที่เป็นรูปอวัยวะเพศชายที่ให้กับสาวกทั้งหลายทั้งปวงของพระองค์ได้สักการะบูชา
แทนพระองค์ ซึ่งการที่ประทานรูปเคารพเช่นนี้ก็เนื่องมาจากในงานบูชาตรีมูรติรือมหาเทพทั้ง3ซึ่งประกอบไปด้วยพระพรหมระวิษณุและพระศิวะ ที่จะต้องแสดงพระวรกายให้สาวกได้เห็นเป็นบุญตา ซึ่งพระพรหมก็จะปรากฏพระวรกายออกมาในรูปลักษณ์ที่มี 4 พักตร์ 4 กร ส่วนพระวิษณุก็จะปรากฏพระวรกายมาในรูปลักษณ์ที่เป็นมหาเทพมี1พระพักตร์2พระกรแต่สำหรับพระศิวะนั้นทรงปรากฏพระวรกายในรูปกายที่
แปลกแหวกแนวสักหน่อย คือไม่ปรากฏออกมาเป็นรูปองค์เทพโดยตรงแต่กลับแสดงพระวรกายให้ปรากฏออกมาเป็นรูปอวัยวะเพศชาย ซึ่งก็เปรียบเสมือนกับเป็นสัญลักษณ์ของผู้ชายไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือมหาเทพนั่นเอง ดังนั้นหลังจากงานพิธีกรรมบูชาเทพตรีมูรติ หรือมหาเทพทั้ง 3 พระองค์นี้แล้ว บรรดาสาวกก็ได้สร้างศาลรูปเคารพเทพตรีมูรติทั้ง 3 ตามที่ตนเห็น ซึ่งก็คงจะหมายถึงว่าได้สร้างรูปเคารพเทพตรีมูรติทั้ง 3 ตามที่ตนเห็น ซึ่งก็คงจะหมายถึงว่าได้สร้างรูปเคารพพระพรหมเป็นรูปที่มี 4 พักตร์ 4 กร และสร้างรูปเคารพพระนารายณ์เป็นรูปมหาเทพผู้งดงามมี 1 พระพักตร์ 2 พระกร และสำหรับพระศิวะนั้นสาวกก็ได้สร้างรูปเคารพให้เป็นรูปอวัยวะเพศชายตามที่พวกตนได้พบเห็นปรากฏแก่สายตา อันเป็นรูปจำลองเป็นสัญลักษณ์แทนพระศิวะนั่นเอง ในคัมภีร์โบราณอีกเล่มหนึ่งนั้นได้บันทึกไว้ว่า ในวันหนึ่งพระศิวะกำลังร่วมภิรมย์เสพสมกับพระแม่อุมาอัครมเหสีอย่างแสนสุขสันต์ในวิมารของพระองค์บนเขาไกรลาส แต่การเสพสมภิรมย์รักนี้ มิได้กระทำกันในห้องบรรทมส่วนพระมิได้กระทำกันในห้องบรรทมส่วนพระองค์แต่อย่างใด การสมสู่ชู้ชื่นครั้นนี้ พระศิวะและพระแม่อุมาทรงกระทำกันกลางท้องพระโรงเลยทีเดียว ดังนั้นบังเอิญเมื่อพวกทวยเทพทั้งปวงที่กำลังจะมาเข้าเฝ้าพระศิวะ ได้พบเห็นเข้าก็จึงรู้สึกว่าพระศิวะนั้นกระทำการอันไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง หากทรงกระทำกันในห้องบรรทมส่วนพระองค์ ก็คงจะไม่ใช่เรื่องผิดแปลกแต่อย่างใด แต่หน้าท้องพระโรงนั้นเป็นที่เปรียบเสมือนห้องรับแขก ที่ย่อมจะต้องมีผู้คนผ่านเข้าออกได้เสมอ และเมื่อทวยเทพผ่านพบเห็นเข้าว่าองค์พระศิวะที่เป็นถึงมหาเทพผู้เป็นใหญ่แห่งเขาไกนลาสกำลังเสพสังวาสกับอัครมเหสีอย่างประเจิด
ประเจ้อกลางท้องพระโรงเช่นนั้นจึงพากันรังเกียจเดียดฉันและเสื่อมศรัทธาในองค์พระศิวะเป็นอย่างมากบรรดาทวยเทพจึงได้พากัน
เย้ยหยันและหมดสิ้นความนับถือ ยำเกรงในองค์มหาเทพ ต่างก็พากันยืนดูแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเห็นเป็นเรื่องที่น่าสมเพชไป ด้วยเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นพระศิวะให้ทรงอัปยศอดสู่ในพระทัยเป็นยิ่งนักและประกอบกับความโกรธกริ้วพระศิวะจึงทรงได้ประกาศว่าอวัยวะ
เพศของพระองค์นี้แหละจะเป็นเสมือนสัญลักษณ์และตัวแทนของพระองค์ที่บรรดามนุษย์และเทพเทวะทั้งปวงจะต้องกราบไหว้บูชาถ้าต้อง
การความสุขและความสำเร็จอันงดงามในชีวิต และอวัยวะเพศหรือศิวลึงค์นั้น ก็จะมีดวงตามหาศาลล้อมรอบศิวลึงค์ถึง 1,000 ดวงตา เพื่อจะได้สามารถมองเห็นได้เด่นชัดในทุกทิศทุกทาง โดยดวงพระทัยและดวงพระวิญญาณขององค์พระศิวะจะสถิตอยู่ด้วย เพื่อคุ้มครองและอำนวยพรให้กับผู้ที่สักการะบูชาศิวลึงค์นั้นเมื่อได้ทรงแล่นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์มาในขณะที่กำลังเกิดความกริ้วและความอัปยศเป็นที่สุดนั้น ถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์จึงได้บังเกิดสัมฤทธิ์ผลเป็นจริงนับจากนั้นไม่ว่าจะเป็นบรรดามนุษย์ดาบสฤาษีหรือแม้แต่ทวยเทพบนสรวงสวรรค์ชั้นต่างๆ
เองก็ยังนิยมสักการะบูชาศิวลึงค์หรือรูปเคารพที่เป็นอวัยวะเพศชายอันเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของพระศิวะเรื่องราวการกำเนิดศิวลึงค์ในบางคัมภีร์นั้น ก็กล่าวแตกต่างออกไปโดยเล่าว่าพระศิวะนั้นค่อยข้างจะมีพระอารมณ์ทางราคะค่อยข้างสูงและโปรดที่จะเสพสังวาสกับพระแม่อุมาอัครมเหสีและ
พระชายาองค์อื่นอีกในทุกวี่วันเลยทีเดียวจนเป็นที่รู้กันทั่วไปในเหล่าเทพเทวะทั้งปวงดังนั้นบรรดาศิษยานุศิษย์หรือผู้ที่ศรัทธาในองค์พระศิวะมหาเทพ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือทวยเทพ ที่เคารพเลื่อมใสองค์พระศิวะ จึงได้คิดประดิษฐ์วัตถุบูชาขึ้นมา โดยหวังให้เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ การสรรค์สร้างรูปอวัยวะเพศหรือศิวลึงค์ จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา ซึ่งผู้ที่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นคนแรกที่คิดประดิษฐ์รูปเคารพศิวลึงค์นี้เป็นนักบวชฮินดู ที่ได้พบความสุข ความสำเร็จและความรุ่งเรื่องในชีวิตมาก หลังจากที่ได้สร้างรูปศิวลึงค์แล้วทำพิธีกราบไหว้บูชาเป็นประจำ ดังนั้นบรรดาศิษยานุศิษย์หรือชาวบ้านทั่วไปจึงได้เริ่มทำรูปเคารพเป็นรูปศิวลึงค์กันบ้างและก็ทำการสักการะบูชากันเป็นที่กว้างขวางแพร่หลาย ต่อหลายต่อไป จนเกิดเป็นลัทธิการบูชาศิวลึงค์ขึ้นจริงจังในยุคต่อๆมา
กำเนิดศิวลึงค์
ตำนานการเกิดศิวลึงค์ในทางศาสนาสากลได้กล่าวไว้ว่า ในครั้งหนึ่งเจ้าแม่กาลีซึ่งเป็นอีกภาคหนึ่งของพระแม่อุมามหาเทวีอัครมเหสีขององค์พระศิวะมหาเทพนั้น ได้บังเกิดความกริ้วในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งทรงบังเกิดความไม่พอใจอย่างมากจนกระทั่งได้เกิดโรคระบาดในหมู่บ้านทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยลมตายเป็นจำนวนมากซึ่งบรรดาชาวบ้านชาวเมือง
ได้เชื่อกันว่าภัยพิบัติครั้งนั้นเกิดขึ้นจากความกริ้วของเจ้าแม่กาลีเป็นแน่ดังนั้นพวกพราหมณ์จึงได้ปรึกษาหารือกันแล้วีมติให้นำดินมาปั้นเป็น
รูปอวัยวะเพศของพระศิวะเพื่อถวายให้กับเจ้าแม่กาลีซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่าพระแม่อุมาในภาคนี้นั้นค่อนข้างจะดุดันมิใช่น้อยการปั้นเป็น
รูปอวัยวะเพศให้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ตัวแทนของพระศิวะแล้วนำไปถวายเพื่อบูชาเจ้าแม่กาลีนั้นจึงน่าจะทำให้เจ้าแม่เกิดความพอใจและระงับ ความกริ้วลงได้ซึ่งปรากฏว่าเมื่อพวกพราหมณ์ได้นำเอาศิวลึงค์หรือรูปของลับนั้นไปบูชายังเทวลัยหรือศาลเจ้าที่มีรูปเคารพของเจ้าแม่กาลี
ประดิษฐานอยู่และได้มีการสวดมนตร์สรรเสริญบูชาถวายเครื่องบวงสรวงสังเวยต่างๆพร้อมกับรูปศิวลึงค์นั้นปรากฏว่าเมื่อเสร็จสิ้นการบวงสรวง
บูชาในพิธีกรรมนั้นบรรดาชาวบ้านชาวเมืองก็ได้รอดพ้นจากโรคระบาดที่ทำให้ป่วยไข้และล้มตายกันไปอย่างน่าอัศจรรย์นักเพราะหลังจากนั้น
ไม่นานโรคระบาดก็ได้หายไปไม่เกิดขึ้นอีก จึงทำให้ได้มีการสร้างรูปศิวลึงค์กันอย่างแพร่หลาย และได้มีการประกอบพิธีกรรมบูชาศิวลึงค์นั้น ควบคู่ไปกับการสักการะบูชาเจ้าแม่กาลีด้วยนี่เป็นตำนานการเกิดศิวลึงค์อีกตำนานหนึ่งซึ่งยังได้ระบุว่าการที่พ่อแม่นำศิวลึงค์ขนาดเล็กๆผูก
ไว้กับเชือกแล้วผูกรอบเอวของเด็ก ๆก็เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าแม่กาลีทำร้ายเด็กได้ เด็กที่ผูกศิวลึงค์ไว้ป้องกันตัว ก็จะแข็งแรงไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งก็เป็นความเชื่อหนึ่งที่ยังมีให้เห็นในปัจจุบันนี้และแม้แต่ในบ้านเมืองเราก็มีปรากฏให้เห็นถึงความเชื่อนี้ด้วยเช่นกัน แต่เราจะเรียกศิวลึงค์นั้นว่า "ปลัดขิก" ในเทวลัยบางแห่งนั้น นอกจากรูปศิวลึงค์ที่สร้างเป็นรูปแท่งอวัยวะเพสชาย จากหินบาง จากดินบ้างหรือจากไม้แกะสลักบ้างแล้วนั้น ในบางแห่งจะปรากฏว่าฐานของศิวลึงค์จะมีแท่นรองรับอีกแท่นหนึ่ง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์แทนอวัยวะเพศหญิง เรียกกันว่า "โยนี" นั่นเอง การที่ได้คิดสร้างโยนีเป็นแท่นรองรับศิวลึงค์นั้นก็เพื่อให้เป็นเสมือนสัญลักษณ์แทนองค์พระแม่อุมาที่เป็นอัครมเหสีขององค์พระศิวะมหาเทพนั่นเอง และในความหมายอันลึกซึ่งกว่านั้น ตามคติพราหมณ์ได้เชื่อกันว่าทั้งโยนีและศิวลึงค์ ซึ่งเป็นอวัยวะเพศหญิงและอวัยวะเพศชายนั้น ก็เปรียบเสมือนสิ่งของที่จะต้องคู่กันและมีพลังที่จะส่งเสริมกันให้มีอำนาจและมีพลังยิ่งใหญ่โดยแท้เสมือนกับผู้หญิงที่มักจะเป็นแรงเสริม
คอยผลักดันให้ผู้ชายได้มีอำนาจมีความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงอันเป็นสิ่งที่จะต้องคู่กันและเสริมกันให้เกิดความสมบูรณ์อย่างแท้จริงในการดำเนินชีวิต
ของมนุษยชาติ
การบูชาศิวลึงค์
ในอินเดียตอนใต้จะมีการประกอบพิธีสักการะบูชาศิวลึงค์กันอย่างจริงจังโดยจัดทำกันในเมืองที่อยู่บนยอดเขาโดยจัดเป็นประจำทุกปีเรียกกัน
ว่าเทศกาลบูชาศิวลึงค์โยนีหรือเทศกาล KAETIKAI หรือเทศกาล SATURNALIT เทศกาลทั้ง 2 นี้ จะทำพิธีกันค่อนข้างใหญ่โตเป็นพิเศษ มีงานเฉลิมฉลองกันอย่างครึกครื้นสนุกสนาน เครื่องบวงสรวงที่จะใช้ในพิธีกรรมนี้ก็ประกอบด้วยน้ำนมสดและพวงมาลัยดอกไม้สดเป็นพิเศษ นอกจากนั้นก็ยังมีเครื่องประกอบพิธีดังนี้ - ดอกไม้เหลือง - ดอกไม้แดง - ข้าวตอก - ใบมะตูม - หญ้าคา - มูลโค - มะพร้าวอ่อน - เมล็ดธัญพืชต่าง ๆเช่นข้าวโพดแห้งเมล็ดข้าวแห้งธูปหอมและเทียนหอมในเทศกาลนี้จะมีการตั้งรูปศิวลึงค์อยู่ณเทวสถานกลางเมืองเมื่อมีการเฉลิมฉลองและถวาย
เครื่องบวงสรวงบูชาเรียบร้อยแล้วจะมีการสวดมนต์สรรเสริญบูชาพระศิวะและศิวลึงค์ด้วยการจัดเทศกาลเพื่อสักการะบูชาศิวลึงค์ด้วยความเคารพ เลื่อมใสศรัทธาอย่างสูงนี้บรรดาชาวบ้านชาวเมืองนิยมกระทำพิธีเพื่อขอพรให้เกิดความสุขและความสำเร็จในชีวิตโดยเฉพาะความอุดมสมบูรณ์
์ในการกระทำพืชไร่ ซึ่งสังคมของชาวอินเดียตอนใต้นั้นนิยมทำอาชีพเกษตรกรรมกันเป็นส่วนใหญ่มีการปลูกพืชไร่กันทั่วไป ดังนั้นการขอให้เกิดความอุดมสมบูรณ์แก่การเพาะปลูกที่กระทำอยู่นั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง การประกอบพิธีเพื่อบูชาศิวลึงค์ นอกจากที่ในอินเดียตอนใต้นี้แล้ว ทุกหนทุกแห่งทั่วไผก็จะมีลักษณะการบูชาที่คล้ายคลึงกันในส่วนของการเทน้ำนมสดราดลงไปในศิวลึงค์ โดยความบริสุทธิ์ของน้ำนมนั้นเปรียบเสมือนการให้กำเนิดผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์นั่นเองแต่ก็มีบางแห่งที่นอกจากจะใช้นมสดราดรดบนศิวลึงค์แล้ว ยังนิยมใช้ฝุ่นสีแดงมาแต้มทาที่ยอดปลายของศิวลึงค์ เพื่อแทนความหมายของการกำเนิดใหม่แห่งชีวิตใหม่นั่นเอง ในการสักการะบูชาศิวลึงค์นั้น ยังมีความเชื่ออีกว่าหากบวงสรวงสังเวยด้วยศิวลึงค์ชนิดใดก็จะได้รับพรที่องค์พระศิวะมหาเทพจะประทานให้แตกต่างกันออกไป ดังเช่น หากนำมูลโคมาสร้างสรรค์ปั้นแต่งเป็นศิวลึงค์แล้วทำการบวงสรวงบูชาเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้บุคคลผู้นั้นมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
ตลอดชีวิตมีอายุยืนไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บใดๆเลยหากนำเอาดินจากบริเวณริมแม่น้ำมาสร้างสรรค์บรรจงปั้นแต่งเป็นศิวลึงค์แล้วทำการบวงสรวงบูชา
เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้บุคคลผู้นั้นมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงตลอดชีวิตมีอายุยืนไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บใดๆเลยหากนำเอาดินจาก
บริเวณริมแม่น้ำมาสร้างสรรค์บรรจงปั้นเป็นศิวลึงค์แล้วบวงสรวงบูชาด้วยความเคารพเสมอไป ก็จะทำให้บุคคลผู้นั้นเกิดความร่ำรวยมั่งคั่ง มีทรัพย์สินเป็นที่ดินมหาศาลเลยทีเดียว หากนำเอาเมล็ดข้าวทั้งดิบและสุก มาสร้างสรรค์บรรจงประดิษฐ์เป็นศิวลึงค์แล้วทำการสักการะบูชา จะทำให้บุคคลนั้นหรือครอบครัวนั้น มีความสมบูรณ์พูลสุข มีข้าวปลาอาหารกินโดยบริบูรณ์ หรือทำกิจกรรมการค้าเกี่ยวกับอาหาร ก็จะมั่งคั่ง ร่ำรวยและรุ่งเรืองเป็นแน่แท้ หากนำเอาทองคำบริสุทธิ์มาสร้างสรรค์ ปั้นประดิษฐ์เป็นศิวลึงค์ แล้วทำการบวงสรวงบูชาเสมอไป ก็จะทำให้บุคคลนั้นมีความมั่นคง ร่ำรวยในระดับเศรษฐีตลอดชีวิต หากนำไม้จันทร์มาสร้างเป็นศิวลึงค์แล้วบูชา ก็จะทำให้ผู้นั้นมีความสุขสันต์หรรษามิสร่างคลายหากนำเมล็ดรุทรรากษ์สร้างเป็นศิวลึงค์แล้วบูชาก็จะทำให้ผุ้นั้นมีความรอบรู้ศิลปวิทยาการทั้งปวง ในคัมภีร์อินเดียโบราณนั้นกล่าวไว้ว่าศิวลึงค์นั้นมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับวัสดุที่สร้างลึงค์แบ่งตามหลักของนักปราชญ
์อินเดียโบราณแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือ จลลิงค คือลึงค์ที่เคลื่อนไหวได้หรือสั่นไหวได้ อจลลิงค คือลึงค์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้ ลึงค์ที่ทำจากแก้ว เรียกว่า รัตนชะ ลึงค์ที่ทำจากหิน เรียกว่า ไศละชะ ลึงค์ที่ทำจากดิน เรียกว่ามรินมยะ ลึงค์ที่ทำจากไม้ เรียกว่า มารุชะ ลึงค์ที่ทำจากโลหะ เรียกว่า โลหชะ และลึงค์ที่ทำขึ้นเฉพาะกิจตามวาระโอกาสต่างๆเรียกว่า กษณิกลิงค
การบูชาพระศิวะ
การประกอบวิธีกรรมเพื่อสักการะบูชาองค์พระศิวะมหาเทพนั้น ได้มีการกำหนดช่วงเวลาไว้ หลายช่วงเวลาด้วยกัน ขึ้นอยู่กับว่าแห่งใดจะยึดถือเอาตามคัมภีร์ใด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีการประกอบพิธีการสักการะบูชาอยู่ 4 ช่วงตามลักษณะของเทศกาลทั้ง 4 ดังนี้ นิตยศิวาราตรี ในเทศกาลนี้จะระบุไว้ว่าสามารถสักการะบูชาองค์พระศิวะมหาเทพได้ตลอดปี โดยให้กระทำในวันจันทร์ที่เป็นวันข้างขึ้นของทุก ๆเดือนตลอดปี โดยจะเลือกบูชาวันใดก็ได้แต่ขอให้เป็นวันจันทร์ข้างขึ้นด้วยเท่านั้น มาสศิวาราตรี ในเทศกาลนี้ได้ระบุไว้ว่าจะต้องประกอบพีบวงสรวงบูชาพระศิวะได้ทุกเดือนตลอดปี แต่จะต้องเป็นวันแรม15ค่ำของในแต่ละเดือนเท่านั้น มาฆาศิวาราตรี เทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่ส่งเสริมให้ทำพิธีสัการะบูชาองค์พระศิวะมหาเทพ ได้เฉพาะในเดือนมาฆะหรือเดือนที่ 3 ของปี และในเดือนมาฆะนี้นั้นจะต้องประกอบพิธีกรรมในวันแรม 14 ค่ำ จะเป็นวันแรมอื่น ๆไม่ได้เด็ดขาด มหาศิวาราตรี เทศกาลนี้สามารถประกอพิธีบวงสรวงบูชาองค์พระศิวะได้ในวันขึ้น 15 ค่ำ ของเดือนมาฆาคือเดือน 3 เช่นเดียวกันกับเทศกาลมาฆาศิวาราตรี ต่างกันตรงที่ว่าในเทศกาลมหาศิวาราตรี นี้นั้น จะต้องประกอบพิธีกรรมในวันที่ ขึ้น 15 ค่ำเท่านั้น แต่โดยหลักทั่วๆ ไปที่ยึดถือกันโดยแพร่หลายก็คือการไปร่วมสักการะบูชาในพิธีที่ค่อยข้างใหญ่โตที่สุด นั่นก็คือพิธีมหาศิวาราตรีที่ได้ระบุไว้ว่า สามารถสักการะบูชาพระศิวะได้ในเดือนมาฆะ แต่จะต้องเป็นวันขึ้น15ค่ำ ซึ่งในวันขึ้น 15 ค่ำเดือนมาฆะนี้ หมายถึงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม ซึ่งจะเป็นเดือนที่3 ของปี และจะมีช่วงเวลาใกล้เคียงหรือตรงกับวันมาฆบูชาด้วยนั่นเอง ดังนั้นในพิธีกรรมช่วงนี้จึงมีผู้ประกอบพิธีกันอย่างกว้างขวางและแพร่หลายกว่าในช่วงเวลาอื่นๆ หากใครที่จะบวงสรวงบูชาศิวลึงค์ในช่วงเวลาเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม หรือเรียกว่าเดือนมาฆะนี้แล้วนั้นมักจะต้องประกอบในวันขึ้น 15 ค่ำ แล้วจึงจะต้องมีการประพฤติตนตามธรรมเนียมอีกด้วย คือจะต้องงดการับประทานอาหารและเครื่องดื่มนานาชนิด นอกจากจะต้องอดข้าวอดน้ำแล้ว บรรดาผู้ที่จะบูชาบวงสรวงศิวลึงค์ในพิธีมหาศิวาราตรีนี้ ยังจะต้องสวดมนต์บูชาสรรเสริญพระศิวะตลอด 24 ชั่วโมง จึงค่อยพักมาทำการสวดมนต์สรรเสริญด้วยบทธรรมดา จากนั้นก็จึงจะได้รับอนุญาติให้รับประทานอาหารและดื่มน้ำได้บ้าง ผู้ที่ประกอบพิธีการบวงสรวงบูชาศิวลึงค์ โดยอดอาหาร อดเครื่องดื่มและอดหลับอดนอนจนครบ 24 ชั่วโมงนี้แล้วนั้น ยังมีการนำขี้เถ้ามาลูปไล้บนร่างกายให้ทั่วๆอีกด้วย สำหรับบางแห่งที่นิยมทำเช่นนี้นั้น จะมีการเผามูลวัวกับกำยาน เครื่องหอมต่าง ๆแล้วก็นำเอามูลวัวเผา หรือเศษเถ้าที่ได้จากการเผากำยานและเผามูลวัวนั้นมาทาร่างกายเพื่อให้ศิริมงคลจะทำให้เกิดควาสุขและความสำเร็จได้ในเร็ววันอีกด้วย ตำนานของการประกอบพิธีกรรมบวงสรวงบูชาพระศิวะมหาเทพนี้นั้นได้เล่าไว้ว่าในสมัยโบราณได้มีนายพรานคนหนึ่ง ซึ่งกลับจากการล่าสัตว์แล้วก็ได้ปีนขึ้นไปสร้างห้างค้างแรมอยู่บนต้นใหญ่เพื่อจะพักกายอาศัยหลับนอนก่อนที่จะตื่นขึ้นในรุ่งเช้าและเดินทาง
กลับบ้านต่อไป ในค่ำคืนนั้นนายพรานนอนตากน้ำค้าง สั่นหนาวและหิวโหย จึงดิ้นกระสับกระส่ายเคลื่อนไหวร่างกายตลอดทั้งคืน อันเป็นเหตุให้ใบมะตูมและหยาดน้ำค้างที่เกาะอยู่ตามผิวไม้และใบมะตูมนั้นได้ร่วงพราวลงสู่ศิวลึงค์ที่ประดิษฐานอยู่ ณ ใต้ต้นมะตูมนั้น องค์พระศิวะที่ประทับอยู่ ณ เขาไกรลาส จึงได้หยั่งรู้และสำคัญไปว่ามีนายพรานผู้หนึ่งได้ทำการสักการะบูชาพระองค์ด้วยใบมะตูม และน้ำค้างบริสุทธิ์ตลอดคืนพระองค์จึงประทานพรให้นายพรานผู้นั้น กลายเป็นผู้บริสุทธิ์พ้นจากบาปที่ได้เกิดจากการล่าสัตว์มาตลอดครึ่งชีวิตแล้ว พิธีกรรมบวงสรวงบูชาองค์พระศิวะมหาเทพ ที่ได้มีการโปรยใบมะตูม พวงมาลัยดอกไม้และมีการอดหลับอดนอน อดข้าวอดน้ำ เพื่อสังเวยองค์พระศิวะ จึงได้มีการกำเนิดขึ้นมาเพราะเหตุนี้นั้นเอง
อาวุธ
1ในปางต่าง ๆที่มีอยู่มากมายหลายสิบปางนั้น มักจะปรากฏพระกรแต่ละข้างของพระศิวะนั้นทรงถืออาวุธที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่อาวุธที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระองค์นั้น คือ คฑา - ที่ที่ยอดเป็นรูปหัวกะโหลก ชื่อ ชัฏวางค์ ตรีศูล - ชื่อ ปีนาก คันศร - ชื่อ อชคพ นอกจากนั้นอาวุธของพระศิวะที่ปรากฏว่าทรงถืออยู่ในหลาย ๆปางหลายๆรูปลักษณ์ก็คือ บัณเฑาะว์ พระสังข์ บ่วงบาศ เปลวเพลิง พระขรรค์

พาหนะ
โคที่มีนามว่า อุศุภราช คือ โคเผือกที่เป็นพาหนะประจำขององค์พระศิวะ โค อุศุภราช นี้บางครั้งก็มีชื่อเรียกกันไปอีกว่า โคนนทิราช ซึ่งกำเนิดที่ไม่ธรรมดาคือโคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากพ่อโค แม่โคเหมือนกับโคอื่น ๆ แต่ทว่ากำเนิดเกิดจากมหาเทพเลยทีเดียว เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าในการกวนเกษียรสมุทรครั้งยิ่งใหญ่ของทวยเทพทั้งปวงนั้น ก็ได้มีสิ่งวิเศษเกิดขึ้นมากมายหลายสิ่งด้วยกัน และนางโคสุรภีก็เป็นของของวิเศษอีกสิ่งหนึ่งที่ได้จุติขึ้นมาจากการกวนเกษียรสมุทรครั้งนั้นพระกัศยปะนั้นก็มีความต้องการที่จะได้นาง
โคสุรภีเอาไว้เป็นพาหนะประจำองค์แต่ทรงติดอยู่เล็กน้อยที่ว่านางโคสุรภีนั้นเป็นโคเพศเมียหากนำมาเป็นพาหนะประจำองค์นั้นก็ทรง
อยากจะได้โคเพศผู้เสียมากกว่าดังนั้นพระกัศยปะจึงได้นิรมิตกายเป็นพ่อโคตัวผู้แล้วก็ไปผสมพันธุ์สมสู่กับนางโคสุรภีจนกระทั่งแม่โคตั้งครรภ์และ
ให้กำเนิดลูกออกมาเป็นโคเพศผู้สีขาวบริสุทธิ์และมีลักษณะดีตั้งตรงตำราเป็นพิเศษ พระกัศยปะจึงได้ประทานนามให้กับโคเผือกที่เป็นโอรสนั้นว่า นนทิหรือนันทิและได้ถวายให้เป็นพาหนะประจำองค์คอยติดตามรับใช้พระศิวะมหาเทพสืบต่อมาแต่ในบางคัมภีร์นั้นก็กล่าวถึงประวัติการ
กำเนิดของโคนนทิราชนี้แตกต่างออกไปด้วยกล่าวว่าแต่เดิมนั้นโคนนทิราช หรือ โคอุศุภราชนี้เป็นเทพบุตรองค์หนึ่งบนสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า ซึ่งเทพบุตรองค์นี้ก็มีนามว่านนทิมีหน้าที่เป็นเทพที่คอยคุ้มครองดูแลบรรดาสัตว์สี่เท้าทั้งปวงที่อาศัยอยู่ในป่าใกล้ๆกับเขาไกรลาสและเทพนนทิ
ิที่เป็นเทพที่ครองสัตว์จัตุบาททั้งปวงนั้นก็มักจะนิรมิตองค์เองให้กลายเป็นโคเผือก เพื่อให้พระศิวะได้เสด็จประทับไปยังแห่งหนต่าง ๆจนเป็นเสมือนพาหนะประจำพระองค์ไปโดยปริยายซึ่งในคัมภีร์โบราณนั้นยังบันทึกไว้ด้วยว่าเทพบุตรนนทิองค์นี้ไม่ได้เป็นคู่เทพที่จะมา
แปลงกายเป็นโคให้พระศิวะได้เสด็จประทับเป็นพาหนะเท่านั้นแต่พระนนทิก็ยังเป็นหัวหน้าแห่งเทพบริวารทั้งหลายทั้งปวงของเทพพระศิวะอีกด้วย บางคัมภีร์กล่าวว่าพระนนทินอกจากจะเป็นเทพผู้ครองสัตว์จัตุบาทหรือสัตว์สี่เท้าทั้งมวลแล้ว ยังเป็นเทพที่เป็น นักดนตรีอีกด้วย ยังปรากฏว่าได้เคยร่วมนาฏกรรมรำฟ้อนกับองค์พระศิวะบ่อย ๆ โดยรับหน้าที่ตีตะโพนคอยให้จังหวะในขณะที่องค์พระศิวะร่ายรำระบำฟ้อน ในวโรกาสสำคัญๆต่างๆและนนทิโคพิเศษที่เป็นพาหนะประจำองคืพระศิวะและเป็นหัวหน้าเทพบริวารของพระศิวะนี้ยังมีความสำคัญอีกมากมาย
ที่ทำให้บรรดามวลมนุษย์ที่บวงสรวงบูชาพระศิวะนั้นก็จึงได้นิยมบวงสรวงบูชาโคนนทิด้วยโดยยกย่องให้เป็นโคพิเศษเป็นโคศักดิ์สิทธิ์
ที่เปรียบเสมือนกับเป็นสัญลักษณ์แห่งพระศิวะมหาเทพ ดังนั้นการที่ชาวฮินดูไม่นิยมฆ่าวัวก็เป็นเพราะเคารพยกย่องและบูชาโคนนทิ ซึ่งเป็นโคศักดิ์สิทธิ์สำหรับมวลมนุษย์นั่นเองตามเทวลัยหลายๆแห่งของลัทธิไศวนิกายก็จะปรากฏว่ามีการสร้างรูปเคารพของวัวนนทิไว้ให้ชาว
บ้านชาวเมืองได้มาสักการะบูชาด้วย