ประวัติความเป็นมาศาสนาพราหมณ์

ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูเป็นศาสนาที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียใต้ คือ อินเดีย มีผู้นับถือที่เรียกว่าศาสนิกชนฮินดู ส่วนมากที่ประเทศอินเดีย นอกนั้นนอกนั้นจะมีบ้างเป็นส่วนน้อยตามประเทศต่างๆ เช่น ลังกา บาหลี อินโดนีเซีย ไทย แอฟริกาใต้ สถิติผู้นับถือประมาณกว่า 475 ล้านคน เนื่องจากศาสนานี้มีวิวัฒนาการอันยาวนานผ่านขั้นตอนทางประวัติศาสตร์หลายขั้นตอนตั้งแต๋โบราณกาลถึงปัจจุบันจึงเป็นการยากใน การศึกษาเรื่องราวต่างๆ ให้แจ่มแจ้งชัดเจนยิ่งกว่าศาสนาอื่นๆ ไม่มีใครกำหนดได้ว่าศาสดาคือใครจนต้องถือว่าไม่มีศาสดา หรือผู้ก่อตั้งศาสนา คิดว่าเกิดจาการได้ยินได้ฟังต่อๆ กันมา หรือเกิดจากประสบการณ์ทางศาสนาของชาวฮินดูร่วมกัน เกิดเป็นคำสอน เป็นคำภีร์ขึ้นจนผู้นับถือศาสนามีความเชื่อและแนวทางปฏิบัติต่างกันมากมาย ทั้งในสมัยเดียวกันและสมัยต่างกัน แม้แต่ชื่อ ของศาสนาเอง ก็ยังเรียกต่างกันไปตามกาลเวลา เช่น 1. สนตนธรรม แปลว่า "ศาสนาสนต" หมายความว่า เป็นศาสนาที่ดำรงอยู่เป็นนิตย์ ไม่มีวันเสื่อมสูญ
2. ไวทิกธรรม แปลว่า "ธรรมที่ได้มาจากพระเวท"
3. อารยธรรม แปลว่า "ธรรมอันดีงาม"
4. พราหมณธรรม แปลว่า "คำสอนของพราหมณาจารย์"
5. ฮินทูธรรม หรือฮินดูธรรม แปลว่า "ธรรมที่สอนลัทธิอหิงสาหรือศาสนาฮินดู" ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูก็คือศาสนาเดียวกันนั่นเองการที่มีชื่อเรียกควบคู่กันไป 2 ชื่อ คือ "พราหมณ์-ฮินดู" เพราะผู้ให้กำเนิดศานานี้ ในตอนแรกเริ่มเรียกตัวเองว่า "พราหมณ์" ต่อมาศานาเสื่อลงระยะหนึ่งและได้มาฟื้นฟูปรับปรุงเป็นให้เป็นศาสนาฮินดู โดยเพิ่มบางสิ่งบางอย่างเข้าไป มีการปรับปรุงเนื้อหาหลักธรรม คำสอนให้ดีขึ้น คำว่า "ฮินดู" เป็นคำที่ใช้เรียกชาวอารยันที่อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานในลุ่มแม่น้ำสินธุและเป็นคำที่ใช้เรียกลูกผสมของชาวอารยันกับชาวพื้นเมืองในชมพูทวีปและ ชนพื้นเมืองนี้ได้พัฒนาศาสนาพราหมณ์โดยการเพิ่มเติมอะไรใหม่ๆลงไปแลัวเรียกศาสนาของพวกนี้ว่า"ศาสนาฮินดู"เพราะฉะนั้นศานาพราหมณ์ จึงมีอีกชื่อในศาสนาใหม่ว่า"ฮินดู"จนถึงปัจจุบันนี้ศาสนาพราหมณ์ฮินดูเป็นศาสนาเก่าแก่ที่ยากแก่การศึกษาเรื่องราวให้เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน ยิ่งกว่าศาสนาอื่นเพราะ
1.เนื้อหาอันเป็นแก่นแท้ของลัทธิเกิดจากแนวคิดและมโนคติที่ลึกซึ้งและสูงยิ่ง
2.มีวิวัฒนาการที่เกิดจากการผสมผสานปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองหลายซับหลายซ้อนจนยากแก่การจำแนก แจกแจงขั้นตอนให้เห็นเด่นชัด
3.เอกสาร (คัมภีร์ต่าง ๆ) อันเป็นหลักฐานสำคัญของศาสนานี้ แม้จะมีมากและมีมานานนับเวลาพันปีแต่ก็มิได้รับการเผยแพร่เพราะถูกสงวนไว้เป็นสมบัติส่วนตัวของพราหมณ์แต่ละตระกูล คงมีการถ่ายทอดให้แก่ทายาทผู้สืบเชื้อสายเท่านั้นเอกสารเหล่านั้นเพิ่งจะมีผู้นำมารวบรวมเป็นคัมภีร์เมื่อประมาณพ.ศ.1750แต่ก็เป็นหลักฐาน ที่มิได้มีการตรวจสอบรับรองความถูกต้องมาก่อนเพราะศาสนา นี้ไม่มีศาสดาที่เป็นมนุษย์คำสอนทั้งปวงพราหมณือ้างว่าได้ยินได้ฟังมาจากเสียงสวรรค์จากโอษฐ์ของพระเจ้าโดยตรงเพราะศาสนานี้ไม่มี ศาสดาที่เป็นมนุษย์คำสอนทั้งปวงพราหมณือ้าง ว่าได้ยินได้ฟังมาจากเสียงสวรรค์ จากโอษฐ์ของพระเจ้าโดยตรงอย่างไรก็ตามคำสอนอันเป็นแก่นแท้ของศาสนาพราหมณ์ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระเวท็เป็นพื้นฐานให้เกิด ศาสนาอื่นที่สำคัญหลายศาสนาเป็นหลักฐานที่สนใจศึกษากัน
 of hindu_his.jpeg)
การเผยแพร่ศาสนาฮินดูในประเทศไทย
ศาสนาฮินดูที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมไทยนั้นคือช่วงที่เป็นศาสนาพราหมณ์ โดยเข้ามาที่ประเทศไทยเมื่อใดนั้นไม่ปรากฏระยะเวลาที่ น่นอนในที่ นี้ขอเรียกว่าศาสนาพราหมณ์ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในความเข้าใจ นักประวัติศาสตร์ศิลป์ส่วนมากสันนิษฐานว่า ศาสนาพราหมณ์นี้น่าจะเข้ามาก่อนสมัยสุโขทัยโบราณสถานและรูปสลักเทพเจ้าเป็นจำนวนมากได้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศาสนา เช่นรูปสลักพระนารายณ์ 4 กร ถือสังข์ จักร คทา ดอกบัว สวมหมวกกระบอก เข้าใจว่าน่าจะมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-10 หรือเก่าไปกว่านั้น(ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กรุงเทพฯ) นอกจากนี้ได้พบรูปสลักพระนารายณ์ทำด้วยศิลาที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โบราณสถานที่สำคัญที่ขุดพบเช่น ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี เทวสถานเมืองศรีเทพจังหวัดเพชรบูรณ์ต่อมาในสมัยสุโขทัยศาสนาพราหมณ์ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นควบคู่ไปกับพุทธศาสนาในสมัยนี้มีการ ค้นพบเทวรูปพระนารายณ์พระอิศวรพระพรหมพระแม่อุมาพระหริหระส่วนมากนิยมหล่อสำริดนอกจากหลักฐานทางศิลปกรรมแล้วในด้าน
วรรณคดีีได้แสดงให้เห็นถึง ความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ เช่น ตำหรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือนางนพมาศ หรือแม้แต่ประเพณีลอยกระทง เพื่อขอสมาลาโทษพระม่คงคา น่าจะได้อิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์เช่นกัน ในสมัยอยุธยา เป็นสมัยที่ศาสนพราหมณ์เข้ามามีอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณีเช่นเดียวกับสุโขทัย พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ทรงยอมรับพิธีกรรมที่มี ศาสนาพราหมณ็เข้ามามีส่วนเช่นพิธีแช่งน้ำพิธีทำน้ำอภืเษกก่อนขึ้นครองราชสมบัติพิธีบรมราชาภิเษกพระราชพิธีจองเปรียงพระราชพิธีจรด พระนังคัลแรกนาขวัญพระราชพิธีตรียัมปวายเป็นต้นโดยเฉพาะสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงนับถือทาง ไสยศาสตร์มากถึงขนาดทรงสร้างเทวรูปกุ้มด้วยทองคำทรงเครื่องลงยาราชา วดีสำหรับตั้งในการพระราชพิธีหลายองค์ ในพิธีตรียัมปวายพระองค์ได้เสด็จไปส่งพระเป็นเจ้าถึงเทวสถานทุก ๆ ปี ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พิธีต่าง ๆ ในสมัยอยุธยายังคงได้รับการยอมรับนับถือจากพระมหากษัตริย์และปฏิบัติต่อกันมา ซึ่งมีดังนี้
คือ
1.พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พระราชพิธีนี้มีความสำคัญเพราะเป็นการเทิดพระเกียรติขององค์พระประมุขพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรดเกล้าฯ ให้ผู้รู้แบบ แผนครั้งกรุงเก่าทำการค้นคว้าเพื่อจะได้สร้างแบบแผนที่สมบูรณ์ตามแนวทางแต่เดิมมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาและเพิ่มพิธีสงฆ์เข้าไปซึ่งมี 5 ขั้นตอน
ขั้นเตรียมพิธีการทำพิธีเสกน้ำารทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฎวงพระราชสมภพและแกะพระราชสัญจกรประจำรัชกาลขั้นพิธีเบื้องต้นมีการเจริญ
พระพุทธมนต์ขั้นพิธีบรมราชาภิเษกีการสรงพระมุรธาภิเษก0ากนั้นรบการถวายสิริราชสมบัติและเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ขั้นพิธีเบื้องปลาย
เสด็จออกมหาสมาคมและสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีแล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทำพิธีประกาศพระองค์เป็นศาสนูปถัมภก
ในพระพุทธศาสนาพร้อมทั้งถวายบังคมพระบรมศพพระบรมอัฐิพระเจ้าอยู่หัวองค์ก่อนและเสด็จเฉลิมพระราชมณเฑียร เสด็จเลียบพระนคร

การทำน้ำอภิเษก
พระมหากษัตริย์ที่จะเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติบรมราชาภิเษก จะต้องสรงพระมุรธาภิเษกและทรงรับน้ำอภิเษกก่อนได้รับการถวายสิริราชสมบัติตามตำราพราหมณ์
น้ำอภิเษกนี้ใช้น้ำจากปัญจมหานที คือ คงคา ยมุนา มหิ อจิรวดี และสรภู ซึ่งทำเป็นน้ำที่ไหลมาจากเขาไกรลาส อันเป็นที่สถิตย์ของพระศิวะสมัยรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4 ใช้น้ำ 4 สระในเขตสุพรรณ คือ สระเกษ สระแก้ว สระคงคา และสระยมุนา และได้เพิ่มน้ำจากแม่น้ำสำคัญในประเทศ 5 สาย คือ
-น้ำในแม่น้ำบางปะกง ตักที่บึงพระอาจารย์ แขวงนครนายก
-น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ตักที่ตำบลบางแก้ว เขตอ่างทอง
-น้ำในแม่น้ำราชบุรี ตักที่ตำบลดาวดึงส์ เขตสมุทรสงคราม
-น้ำในแม่น้ำเพชรบุรี ตักที่ตำบลท่าไชย เขตเมืองเพชรบุรี
แบบนิกายพุทธตันตระ
3.พระราชพิธีจองเปรียง
พิธีจองเปรียง คือ การยกโคมตามประทีปบูชาเทพเจ้าตรีมูรติ กระทำในเดือนสิบสองหรือเดือนอ้าย โดยพราหมณ์เป็นผู้ทำพิธีในพระบรมมหาราชวังพระราชครู ฯ ต้องกินถั่วกินงาน 15 วัน ส่วนพราหมณ์อื่นกินคนละ 3 วัน ทุกเช้าต้องถวายน้ำมหาสังข์ทุกวันจนถึงลดโคมลงต่อมาสมัยรัชกาลที่4ได้ทรงโปรดให้เพิ่มพิธีพุทธศาสนาเข้ามาด้วยโดยโปรดให้มี สวดมนต์เย็นแล้วฉันเช้า อาลักษณ์อ่านประกาศพระราชพิธี จากนั้นแผ่พระราชกุศลให้เทพยดาพระสงฆ์เจริญพุทธมนต์ต่อไป จนได้ฤกษ์แล้วทรงหลั่งน้ำสังข์และเจิมเสาโคมชัยจึงยกโคมขึ้น เสาโคมชัยนี้ที่ยอดมีฉัตรผ้าขาว 9 ชั้น โคมประเทียบ 7 ชั้น ตลอดเสาทาน้ำปูนขาว มี หงส์ติดลูกกระพรวน นอกจากนี้ มีเสาโคม บริวารประมาณ 100 ต้น ยอดฉัตรมีผ้าขาวสามชั้น
4.พระราชพิธีตรียัมปวาย
เป็นพิธีส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของพราหมณ์เชื่อกันว่าเทพเจ้าเสด็จมาเยี่ยมโลกทุกปีจึงจัดพิธีต้อนรับให้ใหญ่โตเป็นพิธีหลงงที่มา มานานแล้วในสมัยรัตนโกสินทร์ได้จัดกันอย่างใหญ่โตมากกระทำพระราชพิะนี้ที่เสาชิงช้าหน้าวัดสุทัศน์ ชาวบ้านเรียกพิธีนี้ว่า "พิธีโล้ชิงช้า" พิธีนี้กระทำในเดือนอ้าย ต่อมาเปลี่ยนเป็นเดือนยี่
5.พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล
แต่เดิมมาเป็นพิธีพราหมณ์ ภายหลังได้เพิ่มพิธีสงฆ์จึงทำให้เกิดเป็น 2 ตอน คือ พิธีพืชมงคลเป็นพิธีสงฆ์เริ่มตั้งแต่การ นำพันธ์พืชมาร่วมพิธี พระสงฆ์สวดมนต์เย็นที่ท้องสนามหลวงจนกระทั่งรุ่งเช้ามีการเลี้ยงพระต่อส่วนพิธีจรดพระนังคัลเป็นพิธีของพราหมณ์กระทำในตอนบ่าย ปัจจุบันนี้พิธีกรรมของพราหมณ์ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมไทยเริ่มลดบทบาทลงไปมากเพราะพุทธศาสนาได้เข้ามา มีอิทธิพลแทนทั้งในพระราชพิธีและพิธีกรรมทั่ว ๆ ไปในสังคม อย่างไรก็ตามพิธีพราหมณ์เท่าที่เหลือ อยู่และยังมีผู้ปฏิบัติสืบกันมา ได้แก่พิธีโกนผมไฟ พิธีโกนผมจุก พิธีตั้งเสาเอก พิธีตั้งศาลพระภูมิ พิธีเหล่านี้ยังคงมีผู้นิยมกระทำกันทั่วไปในสังคม ส่วนพระราชพิธีที่ปรากฏอยู่ ได้แก่ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพิธีทำน้ำอภิเษก เป็นต้น
สำหรับพิธีกรรมในศาสนาฮินดูซึ่งเป็นพราหมณ์ใหม่ ไม่ใคร่มีอิทธิพลมากนักแต่ก็มีผู้นับถือและสนใจร่วมในพิธีกรรม เป็นครั้งคราว ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความเชื่อในพระเป็นเจ้าตรีมูรติทั้ง 3 องค์ ยังคงมีอิทธิพลควบคู่ไปกับการนับถือ พุทธศาสนา ประกอบกับในโบสถ์ของพวกฮินดูมักจะตั้งพระพุทธรูปรวมๆไปกับรูปปั้นของพระผู้เป็นเจ้าทั้งนี้สืบเนื่องมาจากความเชื่อในเรื่องอวตาร ของพระวิษณุทำให้คนไทยที่นับถือพุทธศาสนาบางกลุ่มนิยมมาสวดอ้อนวอนขอพรและบนบานหลายคนถึงขนาดเข้าร่วมพิธีกรรม ของฮินดู จึงเข้าลักษณะที่ว่านับถือทั้งพุทธ ทั้งฮินดู ปนเปกันไป
